SNAP

ค่าโดยสารรถไฟฟ้าแต่ละสาย เก็บเท่าไหร่ เงินเข้าใครบ้าง ทำไมลด 20 บาทได้ทันทีแค่สายสีแดงกับสีม่วง

วันที่ 11 กันยายน 2566 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมชี้แจงว่าจะลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า 2 สายที่รัฐบริหารเอง คือสายสีแดงและสายสีม่วง ให้เหลือ 20 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ให้ได้ภายใน 3 เดือน

อัปเดต: ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2566 สายสีม่วงและสายสีแดงลดค่าโดยสารเหลือไม่เกิน 20 บาทจริง อ่านรายละเอียดได้ที่ สรุปค่าโดยสารสายสีม่วง 14-20 บาท และสายสีแดง 12-20 บาท และในปี 2568 มีการผลักดันรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายต่อ อ่านได้ที่ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำไมต้องลงทะเบียนในแอปทางรัฐ

เราเลยพามาดูกันว่า นอกจาก 2 สายนี้แล้ว รถไฟฟ้าทุกสายในกรุงเทพฯ เก็บค่าโดยสารเท่าไหร่ ใช้สัมปทานรูปแบบไหน สายไหนจ่ายแล้วเงินเข้ารัฐ และสายไหนเอกชนรับไปทั้งหมด


ค่าโดยสารรถไฟฟ้าแต่ละสาย และค่าโดยสารเข้ากระเป๋าใคร (ณ วันที่ 11 กันยายน 2566)

  • BTS สายสุขุมวิท/สีลม (ส่วนสัมปทานแรก) 17-47 บาท เดินทาง 7-8 กม. ก็ถึงราคาเพดาน ค่าโดยสารเข้าเอกชน (BTS)
  • BTS ส่วนต่อขยาย 1 (ปลายทางแบริ่ง/บางหว้า) 15 บาท เหมาจ่าย ค่าโดยสารเข้า กทม.
  • BTS ส่วนต่อขยาย 2 (ปลายทางเคหะฯ/คูคต) 0 บาท ตอนนั้นยังไม่เก็บค่าโดยสาร
  • รถไฟฟ้าสายสีทอง 16 บาท เหมาจ่าย ค่าโดยสารเข้า กทม.
  • MRT สายสีน้ำเงิน 17-43 บาท ถึงราคาเพดานที่ 14-15 กม. ค่าโดยสารเข้าเอกชน (BEM)
  • MRT สายสีม่วง 14-42 บาท ถึงราคาเพดานที่ 14-15 กม. ค่าโดยสารเข้า รฟม.
  • MRT สายสีเหลือง 15-45 บาท ถึงราคาเพดานที่ 10-11 กม. ค่าโดยสารเข้าเอกชน (EBM)
  • MRT สายสีชมพู 15-45 บาท ถึงราคาเพดานที่ 10-11 กม. ค่าโดยสารเข้าเอกชน (NBM)
  • MRT สายสีส้ม ยังไม่เปิดบริการ ยังไม่มีอัตราค่าโดยสาร
  • แอร์พอร์ตเรลลิงก์ 15-45 บาท ถึงราคาเพดานที่ 28 กม. ค่าโดยสารเข้า รฟท.
  • รถไฟฟ้าสายสีแดง 12-42 บาท ถึงราคาเพดานที่ 20 กม. ค่าโดยสารเข้า รฟท.

รถไฟฟ้าแต่ละสายมีรูปแบบสัมปทานไม่เหมือนกัน บางสายเป็นการให้เอกชนเดินรถและเก็บค่าโดยสารไปบริหารกำไรขาดทุนเอง แต่บางสายเป็นการจ้างเอกชนเดินรถให้ ส่วนค่าโดยสารส่งเข้าหน่วยงานเจ้าของ ทีนี้มาดูประเด็นที่น่าสนใจกัน


ค่าโดยสารต่างคนต่างเก็บ เปลี่ยนสายเริ่มคิดเงินใหม่

ปัจจุบันรถไฟฟ้าในบ้านเราแบ่งออกเป็น 3 ค่าย

  • ค่ายกรุงเทพมหานคร: สายสุขุมวิท สายสีลม และสายสีทอง
  • ค่าย รฟม.: สายสีน้ำเงิน ม่วง เหลือง ชมพู และส้ม
  • ค่าย รฟท.: สายสีแดง และแอร์พอร์ตเรลลิงก์

ปัญหาคือทั้ง 3 ค่ายยังเก็บค่าโดยสารแยกกัน การเดินทางที่เปลี่ยนสายข้ามค่ายจะถูกคิดค่าแรกเข้าใหม่ บางค่ายต่อให้เป็นสายเดียวกันก็เก็บค่าโดยสารหลายต่อ สุดท้ายภาระตกอยู่ที่ผู้ใช้บริการ


ราคาเพดาน 42-47 บาทใกล้เคียงกัน แต่ดูดีๆ แล้วแพงไม่เท่ากัน

ดูเผินๆ รถไฟฟ้าแต่ละสายมีเพดานราคา 42 บาทบ้าง 45 บาทบ้าง หรือบางสายก็ 47 บาท ซึ่งไม่ต่างกันมาก แต่ถ้าดูราคาต่อระยะทางจะเห็นความต่างชัดเจน

  • BTS แบบซื้อตั๋วรายเที่ยว ขั้นบันไดค่าโดยสารพุ่งจากราคาเริ่มต้นไปถึงราคาสูงสุดเร็วมาก เดินทางแค่ 8 สถานีก็ต้องจ่ายอัตราสูงสุด 47 บาทแล้ว
  • MRT สายสีน้ำเงิน ต้องเดินทางถึง 12 สถานี ค่าโดยสารถึงจะขึ้นไปถึงเพดาน 43 บาท
  • แอร์พอร์ตเรลลิงก์ ต้องเดินทางจากต้นสายที่พญาไทไปจนถึงปลายทางสุวรรณภูมิ ถึงจะต้องจ่าย 45 บาท ถ้าลงสถานีระหว่างทางจะไม่ต้องจ่ายอัตราสูงสุดเลย

นอกจาก “ค่าแรกเข้า” และ “ราคาสูงสุด” แล้ว ค่าโดยสารต่อระยะทางก็สำคัญไม่แพ้กัน ที่ผ่านมาราคาที่ซ่อนอยู่ตรงนี้ไม่ค่อยมีใครมองเห็น การปรับราคาแต่ละครั้ง ผู้ให้บริการจึงมักปรับเฉพาะ “ไส้ใน” ตรงนี้แทน เพื่อไม่ให้ราคาสูงสุดเพิ่มขึ้นจนผิดสังเกต


วิธีคิดค่าโดยสาร “แรกเข้า” + “ระยะทาง” ที่ต่างกัน 2 แบบ

  1. คิดค่าระยะทางเป็น “จำนวนสถานี” มีตารางชัดเจนว่าเดินทางกี่สถานีจ่ายกี่บาท สายที่ใช้วิธีนี้คือ BTS สายสุขุมวิท/สีลม MRT สายสีน้ำเงิน และแอร์พอร์ตเรลลิงก์
  2. ใช้สมการ “ค่าแรกเข้า” บวก “ระยะทางเป็นกิโลเมตร” แล้วปัดเศษ ราคาระหว่างสถานีจึงไม่เท่ากัน แปรผันตามระยะห่างระหว่างสถานี สายที่ใช้วิธีนี้คือ MRT สายสีม่วง เหลือง ชมพู และรถไฟฟ้าสายสีแดง

จุดที่ต้องสังเกตของแบบที่ 2 คือ “ราคาเริ่มต้น” ที่ประกาศออกมาเป็นราคาสำหรับการเข้าสถานีอย่างเดียว ไม่ใช่ค่าโดยสารที่จ่ายจริง พอคิดจากการเดินทางจริง 1 สถานี ค่าโดยสารเริ่มต้นที่แท้จริงของสายกลุ่มนี้คือ

  • สายสีม่วง เดินทาง 1 สถานี 16-17 บาท
  • สายสีเหลือง เดินทาง 1 สถานี 18-21 บาท
  • สายสีแดง เดินทาง 1 สถานี 14-23 บาท
  • สายสีชมพู ตอนนั้นยังไม่ประกาศตารางราคาระหว่างสถานี

รูปแบบสัมปทานที่ต่างกัน ทำให้รัฐคุมราคาได้ไม่เท่ากัน

  1. สัมปทานแบบเอกชนรับจบ มีการกำหนดและควบคุมราคาค่าโดยสารไว้ในสัญญา ผู้ให้บริการเก็บเงินได้เท่าไหร่ก็รับกำไรขาดทุนไปเต็มๆ ถ้ากำไรถึงเกณฑ์ค่อยแบ่งให้รัฐ กลุ่มนี้ได้แก่ BTS สายสุขุมวิท/สีลม MRT สายสีน้ำเงิน เหลือง ชมพู และส้ม
  2. สัมปทานแบบจ้างเอกชนเดินรถและบริหารจัดการ แต่ค่าโดยสารส่งเข้ารัฐ เอกชนไม่ต้องรับภาระกำไรขาดทุน และรัฐกำหนดราคาค่าโดยสารเองได้ กลุ่มนี้ได้แก่ BTS ส่วนต่อขยาย MRT สายสีม่วง รถไฟฟ้าสายสีแดง และแอร์พอร์ตเรลลิงก์ของ รฟท.

แบบแรก รัฐแทบจะเข้าไปควบคุมราคาไม่ได้เลย เพราะตกลงกันไว้ตั้งแต่ตอนทำสัญญา ถ้ารัฐต้องการลดค่าโดยสาร ก็อาจต้องจ่ายชดเชยให้เอกชนตามสัดส่วนที่สัญญากำหนด

แบบที่ 2 รัฐกำหนดราคาค่าโดยสารเองได้โดยไม่ต้องจ่ายชดเชยให้เอกชน แต่ต้องชั่งน้ำหนักต้นทุนค่าก่อสร้างและค่าบริหารจัดการ ว่าถ้าลดราคาลงแล้วจะมีเงินพอจ่ายหนี้ที่กู้มาสร้างหรือเปล่า สุดท้ายก็ต้องใช้งบประมาณจ่ายส่วนต่างเหมือนกัน


สายสีแดงและสายสีม่วงสั่งลดราคาเหลือ 20 บาทได้ง่าย เพราะเป็นเส้นทางที่จ้างเอกชนเดินรถ ส่วนอีก 7 สายที่เหลือเป็นสัมปทานแบบเอกชนรับจบทั้งหมด รัฐมนตรีบอกว่าจะใช้วิธี “เจรจา” กับเอกชน ตอนนั้นจึงยังต้องรอดูว่าจะเจรจากันอย่างไร รัฐต้องจ่ายอุดหนุนชดเชยเท่าไหร่ และ 20 บาทจะเป็นราคา “ตลอดสาย” หรือ “ตลอดทาง”

อ่านเพิ่มเติม: ทำไมค่ารถไฟฟ้าลดได้ทันทีแค่ 2 สาย แดงกับม่วง และ ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า Net Cost กับ Gross Cost ต่างกันอย่างไร

ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2566

Related posts
SNAP

12-18 ตุลาคม เลี่ยงเส้นทางรอบศูนย์ประชุมสิริกิติ์

SNAP

คนหายจาก BTS ไปขึ้นสายอื่นหรือเปล่า? วิเคราะห์ตัวเลขจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า 8 สาย ย้อนหลัง 4 ปี

SNAP

คนขึ้น BTS สายสีเขียวหายไป ~5% เพราะอะไร? วิเคราะห์ตัวเลขผู้โดยสารรายวันย้อนหลัง 4 ปี

SNAP

ใน 1 วันมีคนขึ้นรถไฟฟ้ากี่คน? ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันรถไฟฟ้า 8 สาย เดือนกันยายน 2569