ตั้งแต่วันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป ค่าโดยสาร MRT สายสีน้ำเงินปรับขึ้น 1-2 บาท จากเดิม 17-43 บาท เป็น 17-45 บาท
ช่วงเดียวกันนั้น กระทรวงคมนาคมพยายามดันข่าว “ปี 2568 มาแน่ 20 บาทตลอดสาย” ออกมากลบกระแสข่าวการขึ้นค่าโดยสาร MRT สายสีน้ำเงิน แต่เราขอฝ่ากระแสความหวังว่า “ปีหน้าจะลด” แล้วชวนทุกคนกลับมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้ากันก่อนครับ
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ที่ประชุม ครม. อนุมัติให้บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นการปรับตามสัญญาสัมปทานที่กำหนดให้ปรับได้ทุก 2 ปี รอบนี้เพิ่มขึ้น 0-1-2 บาทตามระยะทาง ราคาเริ่มต้นยังเป็น 17 บาทเท่าเดิม ส่วนราคาสูงสุดขึ้นจาก 43 บาท เป็น 45 บาท

ค่าโดยสารใหม่ตามจำนวนสถานีที่เดินทาง (เดิม → ใหม่)
- 0-1 สถานี: 17 → 17 บาท (เท่าเดิม)
- 2 สถานี: 19 → 20 บาท (+1)
- 3 สถานี: 21 → 22 บาท (+1)
- 4 สถานี: 24 → 25 บาท (+1)
- 5 สถานี: 26 → 27 บาท (+1)
- 6 สถานี: 29 → 30 บาท (+1)
- 7 สถานี: 31 → 32 บาท (+1)
- 8 สถานี: 33 → 35 บาท (+2)
- 9 สถานี: 36 → 37 บาท (+1)
- 10 สถานี: 38 → 40 บาท (+2)
- 11 สถานี: 41 → 42 บาท (+1)
- 12 สถานี: 43 → 45 บาท (+2)
- มากกว่า 12 สถานี: 43 → 45 บาท (+2)
วิธีนับจำนวนสถานี ให้นับสถานีที่ขึ้นเป็น 0 นั่งไปลงสถานีถัดไปนับเป็น 1 สถานี และนับต่อไปเรื่อยๆ จนถึงสถานีที่ลง
ทำไมสายนี้ยังไม่เข้าร่วมนโยบาย 20 บาทตลอดสายสักที
ก่อนหน้านี้เราเคยอธิบายเรื่องรูปแบบสัมปทานร่วมทุนกับเอกชนไว้ใน Facebook ว่าปัจจุบันประเทศเราใช้อยู่ 2 รูปแบบหลัก ว่าง่ายๆ คือ แบบที่รัฐจ้างเอกชนวิ่งรถให้ กับแบบที่เอกชนบริหารเอง
1. แบบรัฐจ้างเอกชนวิ่งรถให้
รัฐจ่ายเงินให้เอกชนเป็นค่าจ้างตามที่วิ่งจริง โดยคำนวณต้นทุนบวกกำไรให้นิดหน่อยตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนค่าโดยสารที่เก็บได้เป็นของรัฐทั้งหมด รูปแบบนี้รัฐกำหนดค่าโดยสารเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าขาดทุนรัฐก็หาเงินมาโปะเอง
ใช้กับเส้นทาง: สายสีม่วง สายสีแดง สายสีทอง และ BTS ส่วนต่อขยาย
2. แบบเอกชนบริหารเอง
รัฐร่วมลงทุนบางส่วน แต่ให้เอกชนรับภาระการบริหารงานทั้งหมด ถ้ามีกำไรมากค่อยแบ่งให้รัฐ ถ้าขาดทุนเอกชนก็รับความเสี่ยงไป รูปแบบนี้จะกำหนดค่าโดยสารไว้ในสัญญาว่าเก็บได้เท่าไหร่ ขึ้นได้ทุกกี่ปี และคำนวณจากอะไร
ใช้กับเส้นทาง: BTS ส่วนแรก สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง สายสีชมพู สายสีส้ม และแอร์พอร์ตเรลลิงก์เมื่อโอนให้ AERA1 แล้ว
จะเห็นว่ารถไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มหลัง คือเอกชนบริหารเอง เส้นทางที่รัฐสั่งลดราคาเหลือ 20 บาทแบบซ้ายหันขวาหันได้จึงมีแค่สายสีแดงและสายสีม่วง ส่วนกลุ่มที่เป็นของเอกชนมีสัญญาค้ำคออยู่ รัฐจะไปสั่งสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เพราะเสี่ยงถูกฟ้อง
วิธีที่รัฐจะใช้แก้ปัญหาให้กลุ่มนี้เข้าร่วมนโยบาย 20 บาทตลอดสายได้ ก็คือ “จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคา” ให้เอกชนแต่ละสาย ซึ่งข่าว ณ กลางปี 2567 บอกว่าจะออกกฎหมายจัดตั้ง “กองทุนตั๋วร่วม” ขึ้นมาเพื่อใช้จ่ายเงินชดเชยนี้
ส่วนที่มาของเงินที่จะใส่ในกองทุนยังไม่แน่ชัด ข่าวบอกว่าอาจมาจากกองทุนน้ำมัน หรือของบประมาณจากรัฐบาลมาโปะชดเชยตรงๆ ต้องรอกฎหมายฉบับนี้เข้าสภา ซึ่งตอนนั้นคาดว่าจะเป็นช่วงปลายปี 2567
ข่าวช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2567 ระบุว่าจะนำร่อง 20 บาทตลอดสายใน 3 สาย คือ สายสีน้ำเงิน สายสีชมพู และสายสีเหลือง ส่วนสายที่ไม่อยู่ในรายการอย่าง BTS เรามองว่าอีกไม่กี่ปี BTS ส่วนแรกก็จะหมดสัมปทานแล้ว จึงอาจไม่ต้องชดเชยกันนาน
สัมปทานรถไฟฟ้าแต่ละสายหมดปีไหน และรูปแบบ Net Cost กับ Gross Cost ต่างกันอย่างไร อ่านต่อได้ที่ ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า Net Cost / Gross Cost
ณ เดือนกรกฎาคม 2567 เราก็ต้องรับภาระการปรับราคาตามสัมปทานกันไปก่อน และที่แน่ๆ ถ้ากองทุนตั๋วร่วมสะดุดกลางทาง ปี 2568 จะถึงคิวปรับราคาของ MRT สายสีเหลือง เพราะสัญญาให้ปรับราคาได้ทุก 2 ปีเช่นเดียวกัน
แล้วรถไฟฟ้าที่ กทม. กำหนดราคาเองได้ล่ะ? รถไฟฟ้าที่ผู้ว่าฯ กทม. กำหนดราคาได้มี 2 สาย คือ BTS ส่วนต่อขยาย และสายสีทอง ซึ่ง ณ เดือนกรกฎาคม 2567 เก็บค่าโดยสารเหมาจ่าย 15 บาท และ 16 บาทตามลำดับ
อัปเดต: นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทรอบปี 2568 และเหตุผลที่ต้องลงทะเบียน อ่านต่อได้ที่ รถไฟฟ้า 20 บาท ทำไมต้องลงทะเบียน
ที่มา: มติ ครม. 11 มิ.ย. 2567 / ฐานเศรษฐกิจ / การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

