ตึกกระจกโค้งสีทองปากซอยวิภาวดี 52 ที่สร้างค้างมาหลายปี เป็นของ กกพ. หน่วยงานที่ดูแลค่าไฟของพวกเราครับ ⚡
ก่อนหน้านี้เพจพ่อบ้านบ้าคอนโดพูดถึงตึกนี้ไว้ ผมเลยขอต่อยอดเรื่องราว พามาไล่ Timeline ดูสาเหตุกันว่าทำไมซากตึกที่ดูเหมือนจะเกือบเสร็จมากๆ ถึงได้ค้างอยู่อย่างนี้มาหลายปี
ตึกสูง 10 ชั้นหลังนี้คืออาคารสำนักงานแห่งใหม่ของ “สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ.” หน่วยงานรัฐที่กำกับกิจการไฟฟ้าของประเทศ และเป็นหน่วยงานที่ประกาศค่า Ft ในบิลค่าไฟทุกบ้าน มูลค่าโครงการราว 650 ล้านบาท
ตามสัญญาต้องเสร็จตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 แต่ตอนนี้งานหยุด เรื่องไปอยู่ในศาลปกครอง รอการตัดสินครับ 🔨👨🏻⚖️

ทำไม กกพ. ต้องมีตึกของตัวเอง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าหน่วยงานราชการต่างๆ ล้วนอยากมีตึกสำนักงานใหญ่ๆ สวยๆ เป็นของตัวเอง หลายหน่วยงานสร้างเสร็จแล้ว บางหน่วยงานก็ถล่มไป และหลายหน่วยงานก็สร้างค้างไว้เป็นตึกร้าง อย่างโครงการของ กกพ. นี้เอง
ทุกวันนี้สำนักงาน กกพ. เช่าพื้นที่ชั้น 19-20 ของ Chamchuri Square ย่านสามย่าน จ่ายค่าเช่าให้จุฬาฯ ปีละราว 50 ล้านบาท ตึกใหม่ที่วิภาวดีจึงตั้งใจให้เป็นที่ทำการถาวร จะได้เลิกจ่ายค่าเช่าก้อนนี้ ตัวตึกออกแบบให้มีผนังกระจกโค้งสีทองด้านหน้ารับแสงอาทิตย์ ซึ่งเปรียบเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า และวางให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน ให้เข้ากับบทบาทของหน่วยงานที่ดูแลเรื่องไฟฟ้า
ไทม์ไลน์ตั้งแต่วันแรก
- ปี 2562 ประกาศ TOR หาผู้รับเหมา มูลค่าโครงการราว 650 ล้านบาท
- 1 เมษายน 2563 เซ็นสัญญาก่อสร้าง วงเงิน 618 ล้านบาท แล้วเจอโควิด งานล่าช้า ครม. มีมติยกเว้นค่าปรับให้ผู้รับเหมา
- 18 กันยายน 2565 ครบกำหนดเสร็จตามสัญญา แต่ผู้รับเหมายังส่งงานงวดสุดท้ายไม่ได้
- มกราคม 2566 สำนักงาน กกพ. หารือกรมบัญชีกลางว่า ค่าเช่าที่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะงานช้า นับเป็นค่าเสียหายได้ไหม คำตอบที่ได้คือให้ไปหารืออัยการต่อ
- ช่วงปี 2566-2569 ผู้รับเหมาหยุดงาน และยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง (ข่าวไม่ได้ระบุวันที่แน่ชัด)
- กรกฎาคม 2569 กกพ. ออกมาชี้แจง คดียังอยู่ในศาลปกครองกลาง ตึกยังค้างอยู่
ก่อนจะถึงเรื่องคดี โครงการเคยสะดุดเรื่องแหล่งเงินมาแล้วรอบหนึ่ง เพราะ กกพ. เคยขอกันเงิน 100 ล้านบาทจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามาใช้สร้างตึก แต่ สตง. ทักท้วงว่าไม่ตรงวัตถุประสงค์ของกองทุน ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้บริการไฟฟ้าไปถึงท้องที่ต่างๆ และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน
สุดท้ายคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นชอบให้ยกเลิกการกันเงินก้อนนี้ กกพ. จึงต้องกลับไปตั้งเรื่องงบใหม่
แล้วทำไมงานถึงหยุด?
เรื่องนี้คือผู้ว่าจ้างกับผู้รับเหมาเห็นไม่ตรงกันเรื่องเงิน และต่างฝ่ายต่างมองว่าอีกฝั่งติดเงินตัวเองอยู่ครับ
- ฝั่ง กกพ. ยังไม่จ่ายค่างวด เพราะมองว่าผู้รับเหมาทำงานไม่เป็นไปตามสัญญา และจะเรียกค่าเช่าที่ต้องจ่ายเพิ่มระหว่างรอตึกเป็นค่าเสียหาย
- ฝั่งผู้รับเหมาเห็นว่าโดนค้างค่าก่อสร้างเกิน 100 ล้านบาทมาหลายเดือน จึงหยุดงานแล้วยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง ขอยกเลิกสัญญา และเรียกเงินพร้อมดอกเบี้ยกับค่าเสียหายรวมกว่า 296 ล้านบาท
- ตึกจึงค้างอยู่ระหว่างรอศาลตัดสินว่าสัญญายังอยู่ไหม และใครต้องจ่ายเงินให้ใคร
จุดที่หลายคนน่าจะงงคือ “ครม. ยกเว้นค่าปรับให้แล้ว ทำไม กกพ. ยังเรียกเงินอีก”
คำตอบคือเป็น “เงินคนละก้อน” ครับ
ค่าปรับคือเงินที่ผู้รับเหมาต้องจ่ายตามสัญญาเมื่อส่งงานช้า ส่วนค่าเสียหายคือภาระจริงที่เจ้าของงานต้องแบกเพราะงานช้า ในเคสนี้คือค่าเช่าที่ยังจ่ายต่อทุกปี
นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการ กกพ. ชี้แจงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า กกพ. ไม่ติดใจเรื่องที่ ครม. ยกเว้นค่าปรับ แต่ ครม. ไม่ได้ยกเว้นค่าเสียหาย และในฐานะหน่วยงานรัฐที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของรัฐ จึงละเว้นค่าเสียหายส่วนนี้ให้ไม่ได้
นับจากกำหนดเสร็จตามสัญญาเมื่อกันยายน 2565 ถึงเดือนตุลาคม 2569 ตึกเลยกำหนดมากว่า 4 ปีแล้ว เดลินิวส์ประเมินค่าเช่าที่ต้องจ่ายเพิ่มไว้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หรือราว 15% ของมูลค่าตึก และทุกปีที่ตึกยังสร้างไม่เสร็จ ตัวเลขนี้ก็เพิ่มอีกปีละ 50 ล้าน
ยังไม่นับตัวตึกและอุปกรณ์ในไซต์ที่ไม่ได้ดูแล ซึ่งเสื่อมไปตามเวลา ตอนเดลินิวส์ลงพื้นที่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 กระจกสีทองด้านหน้าก็เริ่มซีดเป็นสีน้ำตาลแดงแล้ว (ภาพตึกในบทความนี้ถ่ายไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ครับ)
ไว้ศาลปกครองมีคำตัดสิน หรือมีข้อมูลว่าตึกนี้กลับมาสร้างต่อเมื่อไหร่ ผมจะมาอัปเดตให้อีกทีครับ 😀
ข้อมูลจาก: เดลินิวส์ (24 ก.ค. 2569) / คำชี้แจงของ กกพ. ผ่านฐานเศรษฐกิจ (24 ก.ค. 2569) / หนังสือตอบข้อหารือของกรมบัญชีกลาง (10 ม.ค. 2566)
ภาพตึก: เพจ Urban Journey (พฤษภาคม 2569)

