fbpx
สายพันธุ์แคคตัส

ทำความรู้จัก “ไลทอป” ก้อนหินมีชีวิตสุดคิ้วท์ เลี้ยงอย่างไรไม่ให้ตาย

ไลทอป (Lithops) เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก จัดอยู่ในตระกูลไม้อวบน้ำ ตามธรรมชาติสามารถขึ้นได้ในพื้นที่แห้งแล้ง ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศนามิเบีย และประเทศแถบแอฟริกาใต้ ชื่อนี้มีที่มาจากรากศัพท์ภาษากรีก “Lithos” แปลว่า “หิน” และ “-ops” แปลว่า “เหมือน” แปลรวมกันได้ว่า “เหมือนหิน” ซึ่งต้นไลทอปก็เหมือนก้อนหินจริงๆ ครับ ทั้งลักษณะรูปร่าง และสีสัน ไลทอปจึงมีชื่อเล่นน่ารักๆ ว่า “หินมีชีวิต” 

ไลทอปมีการเก็บสะสมน้ำไว้ที่ลำต้น เราจึงเห็นไลทอปมีลักษณะต้นอวบๆ อ้วนๆ และไลทอปสามารถดึงน้ำจากลำต้นมาใช้เมื่อขาดน้ำได้ทุกเมื่อ ไลทอปจึงมีความสามารถพิเศษต่างจากไม้อวบน้ำชนิดอื่นๆ คือสามารถอดน้ำได้เป็นเดือนเลยแหละฮะ แต่ช่วงฤดูฝนกลับเป็นฤดูที่เหล่าสาวกไลทอปไม่ชอบเอาซะเลย เพราะไลทอปจะเน่าได้ง่าย เสียหายจากความชื้นและตายจากเราไป ยิ่งประเทศไทยของเราเป็นเมืองร้อนชื้น ฤดูฝนจึงส่งผลให้เจ้าไลทอปเลี้ยงยากและลาโลกไปได้ง่ายกว่าทุกฤดู วันนี้ สวนหลังบ้านจะมาแนะนำเคล็ด (ไม่) ลับดีๆ และวิธีการเลี้ยงไลทอปเบื้องต้นแบบง่ายๆ รับรองรอดปลอดภัยไม่กลับดาวในทุกฤดูแน่นอน



ดินและเครื่องปลูก

สำหรับไลทอป ดินและเครื่องปลูกมีส่วนสำคัญมาก เพราะต้นไลทอปจะฝังส่วนโคนต้นและรากลงในดิน ระบบรากจะเป็นรากแก้วและรากฝอยขนาดเล็กรอบๆ ใช้ในการหาอาหาร ดินปลูกที่เหมาะสมสำหรับไลทอปคือดินปลูกที่มีลักษณะโปร่ง ร่วนซุย ไม่เก็บความชื้นจนเกินไป และต้องแห้งได้ง่าย เครื่องปลูกที่นิยมนำมาผสมเป็นดินปลูกไลทอปมีหลากหลาย ได้แก่ ดิน ทราย หินภูเขาไฟ เพอร์ไลต์ พีทมอส ดินอะคาดามะ หรือดินญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเลือกเครื่องปลูกชนิดไหนมาผสม คีย์สำคัญคือ ต้องผสมให้โปร่งและไม่เก็บความชื้นจนเกินไปครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึงก็คือวัสดุโรยหน้ากระถาง หน้าที่ของวัสดุโรยหน้ากระถางจริงๆ แล้วนอกจากความสวยงามก็คือช่วยพยุงหรือประคองลำต้น ควรเป็นวัสดุที่ไม่เก็บความชื้น ระบายอากาศได้ดี ที่นิยมเลือกใช้กัน ได้แก่ หินภูเขาไฟ ดินอะคาดามะ หรือดินญี่ปุ่น ไม่ควรใช้วัสดุโรยหน้าที่มีน้ำหนัก สะสมความร้อน หรือมีความคมในการโรยหน้ากระถาง เช่น หิน กรวด หรือเม็ดดินเผาเพราะอาจขูดขีดไลทอปของเราให้มีบาดแผลได้ และหากมีน้ำหนักที่มากก็จะทำให้ไปกดหน้าดินทำให้ดินแน่นได้ครับ  และที่สำคัญไม่ควรโรยหนาจนเกินไป หรือแน่นไป เพราะจะทำให้ดินระบายความชื้นได้ยาก อาจทำให้โคนต้นเน่าได้




การเลือกกระถางและวิธีการปลูก

ไลทอป เป็นไม้อวบน้ำที่ชอบความแห้ง ไม่ชอบความชื้น ดังนั้นการเลือกกระถางสำหรับปลูกไลทอปก็มีความสำคัญ ควรเลือกขนาดให้เหมาะสม ไม่ใหญ่จนเกินไป เพราะการที่มีปริมาณดินในกระถางที่มากจะทำให้เกิดความชื้นสะสมในดินมาก ควรเลือกเป็นกระถางดินเผา หรือกระถางพลาสติก ด้วยไลทอปเป็นไม้ขนาดเล็ก การปลูกต้นเล็กๆ ต้นเดียวโดดๆ 1 ต้น ใน 1 กระถาง ก็อาจมองดูไม่สวยงาม เหล่าสาวกไลทอปจึงนิยมปลูกรวมกันหลายๆ ต้นในกระถางเดียว

แต่เพื่อนๆ รู้มั๊ยฮะว่าการปลูกรวมกันต้องมีการเว้นระยะห่างของต้นที่เหมาะสม ไม่เบียดกันจนเกินไป และเลือกขนาดต้นที่ใกล้เคียงกันมาปลูกรวมกัน ไม่แนะนำให้ปลูกต้นเล็กหรือต้นใหญ่ที่มีขนาดแตกต่างกันมากปลูกในกระถางเดียวกัน เพราะต้นเล็กอาจถูกแย่งน้ำและอาหารได้ 

สิ่งสำคัญสำหรับการปลูกที่ขาดไม่ได้เลย คือการตัดแต่งรากฝอยออกก่อนลงปลูก เพราะเมื่อมีการย้ายกระถาง การถอนออกจากกระถางเดิม หรือเพิ่งรับน้องไลทอปมาใหม่ๆ รากฝอยๆ ของไลทอปมักจะเสื่อม กลายเป็นรากฝอยแห้งๆ ไม่สามารถหาอาหารได้ แต่กลับเป็นรากแห้งที่ดูดซับน้ำหรือความชื้นไว้ ทำให้โคนต้นเน่า หรือต้นยุบตายได้ การตัดแต่งรากจะช่วยทำให้กระตุ้นการเกิดรากใหม่ ช่วยให้ฟื้นตัวหลังการเปลี่ยนกระถางได้เร็วขึ้น เมื่อตัดแต่งเสร็จแล้ว ให้พักวางไว้ในที่ร่ม รอให้แผลแห้ง ก็สามารถลงปลูกได้แล้วครับ


น้ำ

สำหรับไลทอปแล้ว การให้น้ำมีความสำคัญมากๆ ถือเป็นอีกคีย์สำคัญเลยก็ว่าได้ น้ำไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะถ้าได้รับน้ำไม่เพียงพอ รากอาจเสีย ลำต้นเหี่ยวย่นได้ น้ำน้อยยังอาจสามารถแก้ไขได้ทัน แต่ถ้าน้ำมากจนเกินไป จะทำให้ลำต้นฉ่ำน้ำ ปริแตกได้ง่าย เกิดความชื้นในดินสะสมมาก และเกิดอาการต้นเน่าและตาย การให้น้ำจึงสำคัญมากๆ ควรให้อย่างพอดีครับ

แล้วอย่างไรเรียกว่า “พอดี” ไลทอปก็เหมือนไม้อวบน้ำทั่วไปครับ  แต่มีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ คือ ไม่แนะนำให้ใช้ฟอกกี้ฉีดนะครับ เพราะจะทำให้มีละอองน้ำเกาะที่ลำต้น เกิดความชื้นและทำให้เน่าได้ หากมีน้ำเกาะที่ต้น ให้ใช้ทิชชู่ซับออก ควรรดแบบปกติจนน้ำไหลออกก้นกระถาง และรดน้ำครั้งต่อไปเมื่อดินแห้งและไม่มีความชื้นแล้ว (ประมาณ 3-5 วัน) หรือสังเกตง่ายๆ ที่ลำต้นจะมีรอยย่นบางๆ อย่างดน้ำเป็นเวลานานเกินไป เพราะจะทำให้ดินแห้งส่งผลให้รากฝอยแห้ง และเมื่อรดน้ำครั้งต่อไป รากฝอยที่แห้งจะอมน้ำแล้วทำให้เน่าได้

การให้น้ำไลทอป อีกช่วงที่มีความสำคัญคือช่วงให้ดอกและช่วงผลัดใบ ช่วงให้ดอก คือช่วงที่ลำต้นจะมีรอยแยกตรงกลางและมีตุ่มดอกผุดออกมา ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการเติบโต สามารถให้น้ำได้ปกติ และเริ่มลดการให้น้ำช่วงดอกหมดหรือเริ่มโรย แต่หากเป็นช่วงผลัดใบให้งดน้ำจนกว่าใบเก่าจะแห้งและหลุดไป เมื่อใบเก่าแห้งสนิทให้เริ่มกลับมารดน้ำได้ตามปกติฮะ และระหว่างช่วงผลัดใบที่งดน้ำ หากสังเกตว่าใบเก่าและใบใหม่เกิดอาการเหี่ยวทั้งคู่ แสดงว่าใบใหม่ไม่ดูดน้ำจากใบเก่า ให้เพื่อนๆรดน้ำเพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงานของต้นครับ และเมื่อใบเก่าแห้งหมดแล้ว เป็นช่วงที่ให้น้ำเยอะได้เลยเพื่อเร่งให้ใบใหม่โต และค่อยๆ ลดน้ำลงเพื่อให้ไลทอปได้พักตัวครับ


แสงแดด

ไลทอปก็เหมือนแคคตัสและไม้อวบน้ำที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ต้องการแสงแดดอย่างน้อย 4-8 ชั่วโมง/วัน หากได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ สิ่งที่ตามคือ ลักษณะต้นจะเสียฟอร์ม ยืดยาว หรือเอนหาแสง เสียรูปทรงและความสวยงาม หรืออาจทำให้ดินเก็บความชื้นไว้นานจนทำให้เกิดอาการโคนเน่าได้ และหากสถานที่ๆ วางไลทอปนั้นแสงแดดแรงจนเกินไป จะทำให้ลำต้นไหม้หรือสุกแดดได้ แนะนำให้ใช้ผ้าสแลนพรางแสงเพิ่มเติมครับ


ปุ๋ย

ไลทอปไม่ค่อยถูกกับสารเคมี หรือยาฆ่าแมลงซักเท่าไหร่ หากหลีกเลี่ยงได้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับไลทอป แต่หากมีความจำเป็นจริงๆ ควรใช้เป็นพวกชีวภัณฑ์ หรือผสมให้เจือจางลงครับ ส่วนปุ๋ยนิยมใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และเว้นระยะห่างการใช้ ไม่ควรให้บ่อย หรือเยอะไปครับ จริงๆ แล้วตามธรรมชาติ ไลทอปสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องให้ปุ๋ยเลยครับ เพราะปุ๋ยจะทำให้ต้นโตแบบผิดฟอร์ม จากการได้รับไนโตรเจนสูงเกินไป ในส่วนยากันราที่มักพูดถึงและใช้กันในช่วงผลัดใบและฤดูฝน สามารถใช้ได้ฮะ พ่นกันราอย่างน้อย 2 เดือนครั้ง แต่ในช่วงฤดูฝนสามารถพ่นได้บ่อยขึ้นเป็น เดือนละ 2 ครั้ง


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ จบบทความนี้เพื่อนๆ ก็จะได้เคล็ดลับการเลี้ยงไลทอปให้ได้ต้นอ้วนๆ อวบๆ สวยๆ ไว้ชื่นชมกันแล้ว ไลทอปไม่ได้เลี้ยงยากอย่างที่ใครๆ เขาว่ากันเลย เพียงแต่ไลทอปต้องอาศัยความเข้าใจในการเลี้ยงดูแลเท่านั้น หมั่นสังเกตอาการผิดปกติบ่อยๆ และรีบแก้ไขก่อนน้องจะกลับดาว อาจมองดูยุ่งยากเยอะแยะ แต่เชื่อว่าไม่เกินความสามารถเพื่อนๆ เหล่าสาวกไลทอปอย่างแน่นอนฮะ ขอให้เพื่อนๆ สนุกกับการปลูกไลทอปนะครับผม



Related posts
สายพันธุ์แคคตัส

ทำความรู้จัก "โคเปียโป" แคคตัส ชื่อแปลก หายาก

สายพันธุ์แคคตัส

ท่องโลกแคคตัสสีหวาน นามเพราะ "พิงค์ไดมอนด์" (Pink Diamond)

สายพันธุ์แคคตัส

แคคตัสนักกล้าม ชื่อน่าเกรงขามแต่ตัวจริงน่ารักนะ

สายพันธุ์แคคตัส

ท่องโลก"เฟรเลีย" แคคตัสชื่อแปลก