ของใช้ในบ้าน

รีวิว Roborock h7 เครื่องดูดฝุ่น ไร้สาย แรงสูง ตัวเดียวจบ!! ในงบไม่เกิน 2 หมื่น

สวัสดีครับ กลับมาพบกับ #LivingPopReview กันอีกแล้ว หลังจากที่คราวก่อนเราเคยรีวิวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นของ Roborock ไป ซึ่งจริงๆ ก็เป็นยี่ห้อที่ทีมงานซื้อมาใช้เองอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะมีตัวแทนจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการ ค่อนข้างคุ้นเคยอยู่พอสมควร มาวันนี้ ล่าสุดทาง Roborock ได้เปิดตัวเครื่องดูดฝุ่นแบบไร้สายรุ่นใหม่ออกมา เป็นรุ่นปี 2021 กับ “Roborock H7” แล้วได้ส่งมาให้กับทาง LivingPop รีวิว วันนี้เราเลยจะพามาดูกันครับว่า เจ้าเครื่องดูดฝุ่นตัวนี้มันเป็นยังไง? น่าสนใจที่ตรงไหน?? น่ามีติดบ้านไว้มั๊ย ไปดูกันครับ

Roborock คือใคร?

จริงๆ Roborock นี่ก็เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกแบรนด์นึ่ง ซึ่งพัฒนาวิจัยและผลิตโดย บริษัท Beijing Roborock Technology ครับ ซึ่งเริ่มจากการผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่น จนปัจจุบันเป็น ผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาดและเครื่องดูดฝุ่นระดับโลก มีการจัดจำหน่ายทั่วโลก ได้รับความนิยมจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น อเมริกา ยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย

สำนักงานใหญ่ของ Roborock จะอยู่ที่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีนครับ โดยมีทีม R&D ทั้งด้าน Hardware และ Software เป็นของตัวเองเลย และในปี 2021 ทางโรโบร็อคได้เปิดตัวเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Roborock H7 รุ่นใหม่ล่าสุดออกมา ซึ่งตัว Roborock H7 จะเป็นอย่างไรบ้างเดี๋ยวเราไปแกะกล่องพร้อมๆ กันครับ

Spec เครื่องคร่าวๆ

1.46 กิโล

น้ำหนักเครื่อง

27,000Pa
(160 AW)

แรงดูด

420 Watt

กำลังมอเตอร์

สูงสุด 90 นาที
(80Wh)

การใช้งาน (ความจุแบต)

500ml

ความจุถังเก็บฝุ่น

อุปกรณ์ให้มาเยอะสะใจ

4 ชุดหัวดูด + 2 ท่อต่อ + ฟิลเตอร์ให้เลือก 2 แบบ

สำหรับ Roborock H7 นี่ก็ต้องบอกว่ามีอุปกรณ์มาให้ค่อนข้างจะครบมากกก เหมาะกับการใช้งานประเภทต่างๆ เริ่มจากหัวดูดที่มีมาให้ก่อนแล้วกันนะครับ

หัวดูดสำหรับดูดพื้น

ตัวนี้จะมีมอเตอร์ความเร็วสูงหมุนแปรงอยู่ที่หัวดูดด้วย เน้นดูดพื้นโดยเฉพาะ สามารถใช้ได้กับทั้งพื้นแข็งอย่างกระเบื้อง, หิน หรือจะเป็นพื้นไม้ พื้นพรมก็ได้เช่นเดียวกัน ตัวนี้มีล้อมาให้ในตัวด้วยครับ ลากไปลากมาหักเลี้ยวได้คล่องตัวดี

หัวดูดสำหรับดูดที่นอน/โซฟา

ตัวนี้จะมีมอเตอร์หมุนแปรงปัดที่หัวเช่นเดียวกัน จะเหมาะกับดูดโซฟา, ที่นอน หรือเบาะต่างๆ

หัวดูดแบบมีขนแปรง

ตัวนี้จะเน้นไว้ดูดบนของต่างๆ ครับ หัวมีขนาดไม่ใหญ่มาก เช่นดูดบนชั้นหนังสือ บนโต๊ะต่างๆ ดูดผ้าม่าน ดูดรางประตู หน้าต่าง

หัวดูดแบบเล็ก

ตัวนี้จะไม่มีแปรง เน้นดูดในจุดที่เป็นซอกหลืบต่างๆ ที่เข้าไปทำความสะอาดได้ยาก เช่นซอกข้างตู้เย็น หลังตู้ หรือซอกหลังเตียง

ตัวหัวดูดทั้ง 4 แบบ สามารถต่อตรงกับตัวเครื่องได้เลย แต่เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ในชุดจะมีท่อต่อมาให้เลือกใช้งานอีก 2 ชิ้น เช่นเดียวกัน ได้แก่

ท่อแบบยาว

ตัวนี้จะเน้นใช้กับเวลาถือดูดฝุ่นที่พื้นครับ ก็จะถือได้ระยะพอดี หรือถ้าเปลี่ยนไปใส่เป็นหัวดูดแบบเล็กหรือมีขนแปรงก็จะสามารถใช้ดูดที่สูงๆ เช่นผ้าม่าน หรือบนซอกเพดานได้

ท่อดูดแบบ Flex

ตัวนี้จะเป็นท่ออ่อนขนาดไม่ยาวมาก ไว้ใช้เพิ่มความสะดวกในการดูดพวกโซฟา หรือดูดในที่ที่มีพื้นที่แคบ ที่เครื่องเข้าถึงได้ยากครับ


แล้วนอกจากนี้ในกล่องมีอะไรมาให้อีก?

  • Dock แขวนเครื่องดูดฝุ่นแบบยึดผนัง (มีพุกและสกรูมาให้ในชุด)
  • ที่ชาร์จแบตแบบเร็ว (Quick Recharging Support)
  • ตัวล็อกสำหรับใส่ถุงเก็บฝุ่น (กรณีที่ไม่อยากใช้ฟิลเตอร์แบบถอดล้างที่มาในเครื่อง)
  • ถุงเก็บฝุ่น 2 ชิ้น
  • คู่มือการใช้งานภาษาอังกฤษ (มีคู่มือภาษาไทยให้โหลดเพิ่มในเว็บ Roborock)

แต่เอ๊ะ อุปกรณ์มาเยอะขนาดนี้
ตอนใช้เสร็จจะเอาไปเก็บไว้ไหน??

ด้วยความที่เป็นเครื่องดูดฝุ่นราคาระดับหลักหมื่น แค่ประสิทธิภาพในการดูดฝุ่นอย่างเดียวอาจจะไม่พอ สำหรับ Roborock H7 ที่รู้สึกได้เลยคือค่อนข้างจะคิดเผื่อในเรื่องของความสะดวกในการใช้งานมาพอสมควรครับ มาดูที่ตัว Dock สำหรับแขวนเครื่องกันก่อน

Dock วางชาร์จได้เลย

ตัวนี้จะออกแบบมาให้มีจุดยึดกับผนัง และเสียบอแดปเตอร์ ใช้เครื่องดูดฝุ่นเสร็จก็สามารถเอามาวางบนนี้พร้อมชาร์จไฟได้ทันที ไม่ต้องเสียบสายอะไรเพิ่ม จะใช้งานก็หยิบออกมาจาก Dock ได้เลย แต่ถ้าไม่อยากวางบน Dock เพื่อชาร์จ ก็เอาอแดปเตอร์ที่เสียบ Dock มาเสียบชาร์จที่ตัวเครื่องโดยตรงได้เหมือนกัน เพราะตัวเครื่องก็ทำรูเสียบชาร์จไว้อีกรูครับ


ลูกเล่น MagBase™

ความเกร๋ของ Dock และอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มเข้ามาใน Roborock H7 คือฟังก์ชันที่เรียกว่า MagBase™ ครับ คืออุปกรณ์พวกหัวดูดเกือบทุกชิ้นเนี่ย จะมีแม่เหล็กมาให้ในตัว ทีนี้เวลาเราใช้เสร็จ ก็เอามาแปะไว้กับด้านข้างของ Dock ที่ทำไว้เป็นแม่เหล็กได้เลย จะใช้อันไหนก็ดึงออกมาใส่ เพิ่มความสะดวกในการเก็บและเปลี่ยนอุปกรณ์ในการใช้งาน ออกแบบมาให้เก็บหัวดูดทั้งหมดได้พอดี

และด้วยความที่เป็นแม่เหล็ก นอกจากจะเอามาเก็บไว้กับ Dock แล้ว ใครจะเอาไปแปะติดตู้เย็น อันนี้ก็ทำได้เหมือนกันครับ เผื่อใครต้องการประหยัดพื้นที่ แบบอยู่คอนโดแล้วพื้นที่จำกัด ไม่มีที่แขวน Dock

หรือใครสาย diy จะซื้อแผงแม่เหล็กมาติดผนัง/ในตู้ เพื่อเอาหัวดูดไปแปะเก็บไว้เวลาใช้เสร็จ อันนี้ก็ได้อีกเช่นกัน เป็นลูกเล่นที่เพิ่มตัวเลือกในการเก็บอุปกรณ์ที่ค่อนข้างดีเลย


แล้วถ้าอยากใช้ Dock แต่ไม่อยากเจาะผนังล่ะ??

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่การเจาะผนังจะเป็นเรื่องง่าย ของตัวทีมงานก็ด้วย ไม่มีอุปกรณ์พวกสว่านอะไรงี้เลย เจาะเองไม่เป็นด้วย แฮะๆ ทาง Roborock ก็มีตัวเลือกให้ซื้อขาตั้งเพิ่มครับ

หน้าตาของชุดขาตั้งตอนซื้อก็จะมาพร้อมกับกล่องแยกอีก 1 กล่อง ข้างในมีชุดฐาน พร้อมขาตั้ง สามารถประกอบได้โดยที่มีอุปกรณ์ในการประกอบมาให้ในตัวครับ

ประกอบเสร็จจะได้หน้าตาประมาณนี้ วิธีการใช้ก็แทนที่เราจะนำ Dock มาไปเจาะยึดกับผนัง ก็เปลี่ยนมาเสียบไว้กับแท่นนี้แทนครับ แค่นี้ก็จะสามารถใช้งานได้แล้ว วัสดุเป็นโลหะส่วนฐานเป็นพลาสติกที่มีการถ่วงโลหะไว้ข้างในอีกที จากการลองใช้ก็คอนเฟิร์มว่ามั่นคงหายห่วงครับ สามารถรับน้ำหนักในการแขวนเครื่องและอุปกรณ์เสริมได้ ไม่ล้ม ไม่เอนแน่นอน หลังจากตั้งแล้ว ความสูง Dock อยู่ประมาณระดับอกครับ

แต่แอบเสียดายที่ตัวแท่นไม่ได้ทำที่เก็บหรือซ่อนสายชาร์จที่เสียบ Dock ด้านบนมาให้ ถ้าทำมานี่คือจะ Perfect มากเลย

แล้วจำเป็นต้องซื้อเพิ่มไหม?? ทีมงานมองว่าถ้าไม่อยากเจาะผนังตัวนี้ก็เป็นตัวเลือกที่โอเคครับ (แต่สำหรับชาวคอนโดก็อย่าลืมดูที่เผื่อสำหรับตั้งน้องนะ) ซึ่งถ้าซื้อตัวเครื่องดูดฝุ่นพร้อมขาตั้ง ก็เพิ่มเงินอีกแค่พันเดียวจากราคาปกติครับ แต่ถ้ามาซื้อแยกทีหลังราคาจะอยู่ที่ 1,890 บาท ยังไงถ้าจะเอาตัดสินใจตั้งแต่แรกเลยก็จะถูกกว่านะฮะ ^ ^

มาถึงพระเอกของเรา

มาดูหน้าตาตัวเครื่องและการใช้งานกัน

หน้าตาตัวเครื่องของ Roborock H7 ก็ต้องบอกว่าออกแบบมาตามสมัยนิยมครับ ดูดีทันสมัย งานประกอบต่างๆ แน่นหนา ไม่ก๊องแก๊งแน่นอน วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ก็จะเป็นพลาสติกที่ดูดีสมราคาครับ ที่ด้านบนของตัวเครื่องจะมีจอ OLED มาให้ด้วย หน้าจอนี้จะบอกโหมดที่ใช้ รวมถึงสถานะแบตว่าเหลือกี่ % แล้วก็จะคำนวณเวลาตอนใช้มาให้เลย ว่าใช้ได้อีกกี่นาที ตามโหมดที่เราเลือก

บริเวณด้านหน้าจะเป็นส่วนต่อหัวดูด ซึ่งเราสามารถเสียบหัวดูดโดยตรงเลยก็ได้ หรือจะใส่ท่อดูดเพิ่มความยาวออกไปก็ได้เช่นเดียวกัน

ที่มือจับจะคล้ายๆ กับปืนครับ เวลากดยิงก็จะเป็นการดูด ปล่อยมือก็หยุดดูด แต่ถ้าใครอยากดูดค้างเป็นเวลานาน เค้าก็มีปุ่มล็อกการดูดค้างให้กดที่ด้านข้างเหมือนกัน ส่วนด้านหลังตัวเครื่องจะมีปุ่มเปลี่ยนโหมดการดูดระหว่าง เบา/ปานกลาง/แรง ครับ

ตรงส่วนที่เป็นกระบอกใสๆ จะเป็นถังเก็บฝุ่น ขนาด 0.5 ลิตร ข้างในมีฟิลเตอร์กรองฝุ่นอยู่ 2 ชั้น ตรงนี้สามารถถอดออกมาล้างได้ทั้งหมด และในส่วนด้านบนจะเป็นกรองละเอียดส่วนสุดท้าย เพื่อไม่ให้ฝุ่นกระจายออกมาเวลาใช้งาน ตรงนี้ก็สามารถถอดออกมาล้างได้เช่นเดียวกันครับ

ส่วนด้านหลังตรงนี้จะเป็นแบตครับ เป็นแบต Lithium Polymer ความจุ 80Wh พร้อมมีรูชาร์จ/แผงวางชาร์จกับ Dock

แรงดูด

ความแรงค่อนข้างไว้ใจได้เลย ดูดฝุ่นได้แทบทุกรูปแบบ

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเครื่องดูดฝุ่น ระดับราคานี่มีให้เลือกตั้งแต่หลักพันยันหลักหมื่น ซึ่งเครื่องดูดใน Shopee/Lazada ตอนนี้ที่ขายหลักราคา 8-9 พันนี่ บางเจ้าก็ระบุว่าได้กำลังแรงดูด 25,000Pa เลยนะ 

ตอนที่เราจะได้ Roborock H7 มารีวิว จริงๆ ก็มีความสงสัยในใจครับว่า “ทำไมถึงต้องจ่ายเงินแพงกว่าขนาดนั้นล่ะ” กับ Spec ของ Roborock H7 ที่ระบุไว้ว่ามีแรงดูด 27,000Pa ซึ่งโอเค แน่นอนว่างานประกอบของ Roborock ดีครับ การใช้งานต่างๆ ก็สะดวก ผ่านการคิดมาแล้ว ทุกอย่างดูดีกว่าแน่นอน แต่มันพอหรือเปล่ากับการที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเป็นเท่าตัว เพื่อแรงดูดที่มากกว่าแค่ 2,000Pa 

ทีมงานก็เลยลองไปไล่ดูรีวิวของเครื่องดูดฝุ่นต่างๆ เหล่านี้ที่ราคา 8-9 พันครับ เจออยู่ช่องนึงทดสอบดูดเหรียญ ของช่องนี้เปิดโหมดแรงสุดถ้าต่อตรงจะดูดเหรียญ 1 บาท เหรียญ 5 บาทได้บ้าง ส่วนเหรียญ 10 ดูดไม่ขึ้นเลย ส่วนถ้าต่อท่อ Flex จะดูดเหรียญอะไรไม่ขึ้นเลยทั้งเหรียญ 1/5/10 บาท

ทีมงานก็เลยลองทำตามบ้าง เปิดโหมดแรงสุดเหมือนกัน ปรากฎว่าแค่เริ่มจากการต่อท่อ Flex ก่อน ของ Roborock H7 ก็ดูดขึ้นมาหมดเลยทั้งเหรียญบาท / 5 บาท / 10 บาท ด้วยแรงดูดที่ค่อนข้างแรง แต่อาจจะมีเหรียญ 10 ติดในท่อบ้างบางครั้ง จากขนาดเหรียญที่ค่อนข้างใหญ่ ส่วนต่อตรงแน่นอนว่าแรงกว่าการต่อท่อ Flex อยู่แล้ว

ซึ่งจากการลองเทส ชัดเจนว่ามันไม่ใช่แรงดูดที่ต่างกันแค่ 2,000Pa แน่นอนครับ กับการดูดที่แรงต่างกันได้ขนาดนี้ ซึ่งทีมงานก็คงบอกไม่ได้ว่าอันไหน spec จริงไม่จริง แล้วก็ไม่เบลมเครื่องดูดฝุ่นตัวอื่นด้วย เพราะฟังก์ชันกับความสามารถของตัวอื่นมันก็สมราคาของเค้าครับ 

แต่สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ถ้าถามว่า Roborock H7 ที่ราคาขึ้นมาระดับหมื่นปลายมันแรงต่างกันไหม ก็บอกได้เลยครับว่า “ต่างมากกกกกกก” ไม่ใช่นิดหน่อยแบบ spec ในกระดาษบอกแน่นอน หลังเทสก็เริ่มเก็ทมากขึ้นละว่าทำไมราคาถึงอยู่ประมาณนี้ You get what you pay for

“ดังนั้นถ้าใครที่มีงบหน่อย กำลังมองหาเครื่องดูดฝุ่นแรงสูงอยู่ Roborock H7 ตอบโจทย์ตรงนี้ครับ”

ซึ่งพอแรงดูดเยอะก็ค่อนข้างช่วยในตอนใช้งานจริง ไม่ต้องดูดซ้ำ หรือช่วยดึงฝุ่นที่อยู่ในซอกลึกๆ ออกมาได้ค่อนข้างดีครับ ตลอดการใช้งานไม่มีจุดที่รู้สึกว่าแรงดูดไม่พอเลย จะมีแค่ตอนเปิดโหมดกลางแล้วบางสถานการณ์อาจจะต้องการแรงมากขึ้น แต่พอโหมดแรงสุด อันนี้ความสามารถในการดูดก็ค่อนข้างครอบคลุมการใช้งานแทบทั้งหมดแล้วครับ

แล้วเรื่องเสียงล่ะ ดังแค่ไหน?? ส่วนนี้หลังจากได้ลองใช้งาน ต้องบอกว่าเบากว่าที่คิดครับ คือคิดว่าจะดังแบบแสบแก้วหู แต่จริงๆ เปิดโหมดแรงสุดก็ไม่ถึงขนาดนั้น เสียงจะออกไปทางแหลมนิดนึง จากมอเตอร์ที่เป็นแบบรอบสูง ถ้าเทียบกับการเปิดทีวีระดับเสียงปกติ ก็ยังถือว่าดังฟังเสียงในทีวีไม่รู้เรื่อง แต่ไม่ได้ดังเกินกว่าทีวีไปมาก ลองใช้ Apple Watch วัด ค่าความดังอยู่ประมาณ 70 กว่าเดซิเบลครับ

การใช้งานจริง

ค่อนข้างจะใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมงานดูดฝุ่นรูปแบบต่างๆ พอสมควรครับ

ดูดฝุ่นที่พื้น

หัวดูดที่เลือก : หัวแปรงดูดพื้น
ท่อต่อ : ท่อแบบยาว

เริ่มจากหนึ่งในการดูดที่เบสิกที่สุด อย่างการดูดพื้นก่อน ตัวหัวดูดจะมีมอเตอร์หมุนแปรงช่วยในการดูดมาให้ด้วยครับ ซึ่งใน spec ระบุไว้ว่าตัวแปรงมีความเร็วในการหมุนอยู่ที่ 4,000 รอบ/นาที ตรงนี้ขอโทษจริงๆ ครับที่ไม่ได้นับมาให้ว่าหมุน 4,000 รอบจริงไม๊ แต่ยืนยันว่าหมุนเร็วครับ

สำหรับการดูดห้องทั่วไป จริงๆ ความแรงระดับกลางก็คือว่าค่อนข้างเอาอยู่แล้ว ฝุ่นต่างๆ ที่ตามองเห็นก็ถูกดูดไปหมด แต่สำหรับใครที่ต้องนำไปดูดพื้นสภาพสกปรกมากอาจจะเลือกเป็นความแรงสูงก็ได้ครับ

สิ่งที่ชอบของหัวแปรงดูดตัวนี้ คือเราสามารถถือ แล้วใช้งานมือเดียวได้เลย โดยที่ระยะการถือก็จะพอดีกับเราตอนยืน ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ และที่สำคัญเราไม่ได้แบกน้ำหนักทั้งหมดของเครื่องไว้ แต่จะแบ่งน้ำหนักบางส่วนลงไปวางที่พื้นผ่านหัวดูดที่มีล้อติดมาด้วย ให้เราสามารถลากไปเรื่อยๆ กับพื้นได้ สำหรับใครที่กลัวต้องถือเครื่องตลอดแล้วจะหนัก ตรงนี้ก็จะช่วยลดแรงถือไปได้เยอะครับ บ้านหรือพื้นที่ใหญ่ๆ ก็สามารถใช้งานได้สบาย ซึ่งพอมีล้อเนี่ยก็ช่วยเพิ่มความลื่นในการดูดฝุ่นได้ดีทีเดียว

ส่วนการควบคุมทิศทางซ้ายขวาก็ค่อนข้างง่ายครับ ถึงแม้ว่าจะยาวจากมือออกไปเกือบเมตร แต่ก็ควบคุมที่ตัวหัวดูดจะมีข้อต่อที่สามารถบิดได้เกือบทุกทิศทาง ดังนั้นการบังคับทิศทาง เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เราไม่ต้องออกแรงยกหัวดูดเพื่อเปลี่ยนทิศเลยครับ แค่บิดข้อมือเบาๆ หัวดูดก็เลี้ยวตามแล้ว ทำให้ตลอดการใช้งานเราวางหัวดูดลากไปกับพื้นได้เลย ตรงนี้สะดวกและไม่เหนื่อยครับ 

อ่อ หัวดูดพื้นตัวนี้ถ้าจากปกติดูดพื้นแข็ง แล้วลากไปบนพรม เครื่องจะมี Carpet Mode ที่เพิ่มแรงดูดให้อัตโนมัติด้วยครับ


ดูดที่นอน

หัวดูดที่เลือก : หัวแปรงดูดที่นอน
ท่อต่อ : –

สำหรับตัวหัวดูดอันนี้จะมีลักษณะคล้ายกับหัวดูดพื้นตรงที่มีแปรงปัดพร้อมมอเตอร์มาเหมือนกัน แต่จะถูกออกแบบให้เล็กลงและก็เหมาะกับการดูดพื้นผิวที่มีลักษณะเป็นผ้าหรือพื้นผิวที่นุ่ม อย่างเช่นพวกเบาะ ที่นอน หรือโซฟาครับ

ซึ่งในการใช้งาน อันนี้ก็เลยจะต่อตรงกับเครื่องเลย เพราะดูดบนที่นอนอยู่แล้ว ด้วยความที่อยากลองดูดฝุ่นและไรฝุ่นบนที่นอน อยากรู้ว่าจะดูดออกมาได้เยอะแค่ไหน เลยเปิดโหมดแรงสุดไปเลย สภาพหลังจากดูดผ้าปูที่นอนของเตียงขนาด 5 ฟุต ที่ซักมาไม่ถึงเดือน ผลปรากฎก็คือได้ฝุ่นละเอียดออกมาตามภาพเลยครับ เยอะกว่าที่คิดมากๆ เป็นผงละเอียดๆ (นี่นอนอยู่บนอะไรแบบนี้ทุกวันจริงดิ!!)

นอกจากนี้เอาไปดูดโซฟาผ้า ก็ได้ฝุ่นมาอีกเซตนึงเช่นเดียวกัน ซึ่งตัวไส้กรองเค้าเคลมไว้ว่าสามารถกันฝุ่นได้สูงสุดถึง 0.3 ไมครอน จากการลองใช้งานก็ไม่พบว่ามีฝุ่นหลุดรอดออกมาครับ ซึ่งถ้ามีก็น่าจะคันจมูกบ้าง แต่อันนี้ตลอดการใช้งานที่ผ่านมาไม่มีเลย 

นอกจากการใช้งานฟิลเตอร์ถอดล้างปกติแล้ว ใครที่ไม่อยากถอดออกมาล้าง เค้าก็มีตัวเลือกเป็นการใส่ถุงเก็บฝุ่นแทน ให้ดูดเสร็จแล้วเอาไปทิ้งได้เลยครับ


ดูดม่าน

หัวดูดที่เลือก : หัวดูดแบบมีขนแปรง/หัวดูดแบบเล็ก
ท่อต่อ : ท่อแบบยาว

ในการดูดผ่านม่านหรือดูดในที่สูง อันนี้จะเริ่มเห็นประโยชน์จากเครื่องที่มีน้ำหนักเบาจริงๆ ครับ เพราะเราต้องถือเครื่องเอาไว้ตลอด ซึ่งด้วยตัวเครื่องน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลก็ถือว่าเบาเป็นลำดับต้นๆ แล้ว กับแรงดูดที่มีมาขนาดนี้ 

ถามว่าใช้จริงหนักไหม ไม่หนักครับ โลนิดๆ แต่ก็ยอมรับว่าถือดูดที่สูงนานๆ ก็มีเริ่มเมื่อยบ้างเหมือนกัน แต่ก็แลกกับความสะดวกที่ไม่ต้องวางเครื่องไว้บนพื้น แล้วถือลากตามคนไปๆ มาๆ แบบเครื่องดูดฝุ่นวางพื้นปกติ 

ความสูงที่ดูดได้หลังจากต่อท่อยาว ตัวผมสูง 173 ซม. ส่วนรางม่านบนเพดานอยู่สูงจากพื้นประมาณ 2.8 เมตร ก็สามารถดูดถึงโดยยังเอื้อมไม่สุดแขนครับ ดังนั้นคุณผู้หญิง หรือคุณผู้ชายที่ตัวเล็ก ถ้าจะดูดเพดาน สำหรับห้องที่มีความสูงปกติประมาณ 2.5-2.8 เมตรก็น่าจะไม่มีปัญหาครับ

สำหรับหัวดูดที่เลือกใช้ อันนี้ผมเลือกใช้เป็นท่อดูดแบบเล็กไว้ดูดบริเวณซอกซ่อนรางม่านบนฝ้าครับ ส่วนตัวผ้าม่านจะใช้หัวดูดแบบมีแปรงฮะ


ดูดอุปกรณ์ในบ้าน

หัวดูดที่เลือก : หัวดูดแบบมีขนแปรง/หัวดูดแบบเล็ก
ท่อต่อ : ท่ออ่อน

สำหรับการดูดสิ่งของหรือจุดต่างๆ อย่างบนชั้น บนตู้ ถ้าต่อตรง ต้องยกเครื่องดูดไปๆ มาๆ ก็อาจจะไม่สะดวก + เมื่อยเปล่าๆ ในชุดเลยจะมีท่ออ่อนหรือท่อ Flex มาให้ด้วยครับ เอาไว้ถือเครื่องเฉยๆ แล้วจับปลายไปดูบริเวณจุดหรือซอกต่างๆ จะเหมาะกับบนชั้น บนตู้

หรือใช้ในจุดที่มีที่แคบ ยกเครื่องไปๆ มาๆ ไม่ค่อยสะดวก อย่างของทีมงานก็ใช้ตัวนี้มาดูดบนโต๊ะ บน soundbar ซอกข้างที่นอน รวมไปถึงคีย์บอร์ดคอมครับ 

อย่างในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของทีมงาน อันนี้ก็สามารถวางเครื่องไว้ข้างๆ แล้วกดปุ่มดูดค้าง แล้วจ่อหัวเข้าไปดูดบริเวณต่างๆ ในเคสคอมแบบไม่ต้องถือเครื่องได้ ฝุ่นข้างในเยอะใช้ได้ทีเดียว รู้หมดเลยว่าไม่เคยเปิดออกมาดูด 55555


ดูดในซอก

หัวดูดที่เลือก : หัวดูดแบบเล็ก
ท่อต่อ : ท่ออ่อน/ท่อแบบยาว

สำหรับพื้นที่ที่ค่อนข้างจะแคบ หัวดูดแบบเล็กค่อนข้างจะมีประโยชน์เลยครับ อย่างซอกข้างๆ ตู้เย็นของที่ห้องนี่แทบไม่ได้ทำความสะอาดเลย ก็ใช้ตัวนี้ต่อท่อยาวเข้าไปดูดฝุ่นได้ ซึ่งจริงๆ ก็ใช้ไม้กวาดได้แหละ แต่ใช้ตัวนี้ก็จะฝุ่นไม่ฟุ้ง เข้าไปดูดทีเดียวจบฮะ

ซึ่งนอกจากซอกบนพื้นแล้วเนี่ย พอเราต่อท่ออ่อน ก็สามารถเอาไปดูดซอกเล็กๆ ในพวกชั้นหนังสือ ชั้นเก็บของที่มีซอกแคบๆ ได้ด้วยเช่นเดียวกัน


ดูดในรถ

หัวดูดที่เลือก : หัวดูดแบบมีขนแปรง
ท่อต่อ : ต่อตรง/ท่ออ่อน

อีกข้อดีของการที่เป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายคือมันจะใช้ตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องหาปลั๊กไฟใกล้ๆ ครับ อย่างที่ผมได้เอาไปใช้นี่ก็จะมีไปดูดฝุ่นที่พื้นระแนงไม้ตรงระเบียงคอนโด ที่จะมีซอก มีรอยต่อเยอะ ซึ่งพออยู่ที่ outdoor ก็ค่อนข้างมีฝุ่นมาเยอะพอสมควร

กับอีกที่นึงที่หลายๆ คนน่าจะได้ใช้กันคือการเอาไปดูดฝุ่นบนรถครับ อย่างตัวทีมงานเองเนี่ย จะอยู่คอนโด ซึ่งที่จอดรถแน่นอนว่าก็ไม่ได้มีปลั๊กไฟมาให้เสียบ ตัว Roborock อันนี้ก็คือหิ้วไปดูดฝุ่นในรถได้เลย ดูดเบาะ ดูดพรม ดูดที่เก็บของท้ายรถ ดูดทั้งคันแบตก็ยังเหลือๆ ครับ 

แต่ที่ผมใช้จะใช้หัวดูดแบบมีขนแปรง มีทั้งต่อตรงและต่อผ่านท่อ flex ตรงไหนมีที่ ก็ใช้ต่อตรงถือมือเดียวสะดวกดี ฝุ่นที่เบาะ/พรม/ผ้ายางรถก็ออกหมดครับ


แบตเตอรี่

แบตอึดพอตัว ใช้ได้นานสูงสุด 90 นาที

สำหรับการชาร์จ แต่ละครั้ง ถ้าใช้จนหมดจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 2 ชม.ครึ่งครับ ซึ่งระยะเวลาในการใช้งานได้เนี่ย ก็จะแตกต่างกันออกไป อย่างถ้าเป็นโหมดที่เบาสุดก็จะใช้งานได้นานสูงสุด 90 นาที ส่วนโหมดปานกลางจะอยู่ประมาณ 30-40 นาที ส่วนโหมดแรงที่สุด จะใช้ได้ประมาณ 10 นาทีนิดๆ ครับ โดยบนเครื่องจะมีจอบอกว่าสามารถใช้งานได้อีกกี่นาที

ซึ่งอันนี้นอกจากโหมดที่เลือกแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับหัวดูดที่เราเลือกใช้ด้วยเช่นเดียวกัน อย่างหัวดูดแบบที่มีมอเตอร์แปรงก็จะใช้ไฟในการดูดเยอะกว่านิดนึง

ซึ่งเวลาที่ใช้ได้ก็ถือว่าค่อนข้างนานครับ โดยปกติการดูดทั่วไปใช้แค่โหมดกลางก็เอาอยู่แล้ว 40 นาทีนี่ก็ดูดพื้นได้ทั้งบ้าน แต่อย่างการดูดที่ใช้พลังแรงสูง อย่างเช่นดูดเตียง ดูดโซฟา พวกนี้ 10 กว่านาทีก็ถือว่าเหลือๆ ครับ ทีมงานลองดูดเตียง แบบตั้งใจดูดเลย ค่อยๆ บรรจงรูดดด ลองดูใช้แบตไปประมาณ 40% สำหรับ 1 เตียง และใช้แบตไปอีก 20% สำหรับโซฟาขนาด 3 ที่นั่งพร้อมหมอนอีก 4 ใบ ยังเหลือแบตให้ไปดูดอย่างอื่นต่อได้

สำหรับการชาร์จก็ทำได้ 2 แบบคือวางเครื่องไว้บน Dock ก็ได้ หรือจะเสียบชาร์จเข้ากับเครื่องโดยตรงเลยก็ได้เช่นกัน แต่ก็อาจจะมีข้อเสียนิดนึงตรงที่ใครทำงานบ้านแบบมาราธอน คือแบตที่ให้มาถือว่าเยอะก็จริงครับ แต่มันถอดเปลี่ยนไม่ได้นะ ใครที่ฮึกเฮิม เป็นวันจัดบ้านเดย์ อยากดูดที่นอน 4 ห้องนอน 2 โซฟาห้องรับแขก อันนี้ก็ต้องยอมรับว่าต้องรอชาร์จแบต ซื้อแบตหลายก้อนแล้วสลับแบตลุยต่อเลยไม่ได้ฮะ

การทำความสะอาด/บำรุงรักษา

ถอดล้างได้แทบจะทั้งหมด อาจจะงงตอนประกอบกลับครั้งแรกนิดๆ แต่ใช้ไม่ยาก

หลังจากที่เราดูดฝุ่นเสร็จเรียบร้อย การเทฝุ่นทิ้งก็สามารถทำได้ง่ายๆ คือที่บริเวณมือจับ จะมีที่กด เพื่อเปิดฝาถังเก็บฝุ่นออก วิธีก็คือให้เอาเครื่องดูดฝุ่นไว้บนถังขยะเลย แล้วพอเปิดฝาออก ฝุ่นก็จะร่วงตกลงในถังขยะพอดีครับ

ซึ่งการดีไซน์ถือว่าใช้งานง่ายเลย ไม่ต้องถอดหัวดูดออกก็เปิดฝาทิ้งฝุ่นได้ พร้อมทำความสะอาดต่อ แต่ก็มีจุดสังเกตนิดนึงว่าฝุ่นที่อยู่ด้านในอาจจะออกมาไม่หมดในบางครั้งได้ครับ ไม่ได้ดีไซน์ดันฝุ่นเวลาเปิดฝามาให้ อาจจะเคาะๆ นิดนึง แต่ชิ้นส่วนที่สัมผัสกับฝุ่น ไม่ว่าจะเป็นถังเก็บ ฟิลเตอร์ แผ่นกรองฟิลเตอร์ พวกนี้สามารถถอดออกมาล้างทำความสะอาดได้หมดครับ ซึ่งถอดไม่ยาก และสามารถล้างน้ำได้ทุกชิ้น ตากแห้งเสร็จก็ประกอบกลับ ใช้งานได้ต่อ

ส่วนในระยะยาวทาง Roborock จะมีการรับประกันให้ 3 ปีเต็มครับ เป็นศูนย์ของตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเลย ไม่ได้เป็นเครื่องหิ้ว อันนี้ก็น่าจะเพิ่มความสบายใจในการใช้งานได้

แต่สำหรับใครที่ไม่อยากล้างฟิลเตอร์ ไม่อยากสัมผัสฝุ่น Roborock H7 นี่ก็มีตัวเลือกให้ใช้ถุงเก็บฝุ่นแทนครับ ซึ่งก็สามารถกรองฝุ่นได้เหมือนกัน แต่พอใช้เสร็จ ถุงฝุ่นเต็มก็เปิดถัง ถอดถุงทิ้งขยะได้เลย มีถุงมาให้ในกล่อง 2 ชิ้น หรือถ้าใช้บ่อยก็ซื้อเพิ่มได้ฮะ

สรุปหลังจากใช้งาน

สำหรับตัวผมเองโตมากับเครื่องดูดฝุ่นแบบเสียบปลั๊กวางบนพื้นครับ นึกภาพว่าจะใช้ทีแบกมาวาง เสียบปลั๊ก เดินดูดทั่วห้องก็ต้องลากเครื่องตามทั่วห้อง ย้ายห้องทีก็ยกเครื่องไปเสียบปลั๊กอีกห้องที ไม่เคยแฮปปี้กับการใช้งานเครื่องดูดฝุ่นแบบนั้นเลย

ต้องขอบคุณที่ยุคนี้ เทคโนโลยีมันดีขึ้น มีแบต มีมอเตอร์ที่ดีพอที่จะทำเครื่องดูดฝุ่นแบบไร้สายดีๆ ออกมาได้แล้ว ซึ่งต้องบอกว่าฟิลลิ่งการใช้งานมันต่างกันแบบสิ้นเชิงเลยครับ นึกจะดูดอะไร เก็บฝุ่นตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย หรือจะเอาไปดูดไหน หยิบออกมา กดดูดปื้ออ วางเสียบชาร์จที่เดิม จบ

เครื่องดูดฝุ่นไร้สายปัจจุบันก็มี range ราคาที่ค่อนข้างกว้างครับ หลักพันยันหลักหมื่น ประสิทธิภาพก็แตกต่างกันออกไปตามราคา ซึ่ง Roborock H7 เองก็ถือว่าเป็นรุ่นนึงที่ค่อนไปทางบน ชูจุดเด่นที่เป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย พลังสูง

หลังจากที่ลองใช้ Roborock H7 จริงจังมาประมาณ 3 อาทิตย์ ส่วนตัวก็คิดว่าเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ค่อนข้างจบตัวนึงเลยครับ คือพลังดูดที่ลองแล้วก็รู้สึกว่าแรงจริงตามที่บอก ดูดได้แทบจะทุกงานบ้านที่นึกออก ไม่มีปัญหาว่าดูดไม่ขึ้น แรงไม่พอ แต่อย่าเอาไปดูดน้ำก็พอ อันนั้นไม่ได้

ซึ่งสิ่งที่ทีมงานมองเป็นจุดเด่น ไม่ใช้เพราะมันแรงอย่างเดียวครับ แต่คิดว่ามีจุดเด่นตรงที่ความลงตัวของการใช้งานโดยรวมทั้งหมด โอเคในเรื่องความแรงสามารถสู้กับเครื่องดูดฝุ่นราคา 2-3 หมื่นได้สบาย แต่สิ่งที่ Roborock ให้มาด้วยคือเรื่องของการใช้งานจริงครับ อย่างน้ำหนักของตัวนี้ที่อยู่ที่แค่ 1.5 โล ถือว่าเบาเลยแหละ เทียบกับความแรงระดับนี้ ผู้หญิงถือสบาย ผู้ชายก็ไม่เมื่อย รวมไปถึงเรื่องของแบตที่ใช้ได้ค่อนข้างนานต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (แต่เปลี่ยนแบตไม่ได้นะ)

งานดีไซน์ งานประกอบ การใช้งาน การถอด หรือแม้กระทั่งการเก็บอุปกรณ์เสริมด้วยแม่เหล็ก พวกนี้ก็ค่อนข้างถูกออกแบบมาดีครับ ด้วยราคาหมื่นปลายๆ ก็ถือว่าให้ทุกด้านมาค่อนข้างครบสำหรับคนมองหาเครื่องดูดฝุ่น spec ดีๆ ซักตัว แต่ถ้าพูดถึงแต่ข้อดีเชื่อว่าคนอ่านอ่านมาถึงตรงนี้ต้องคิดว่าเราไม่จริงใจแล้วล่ะ อะไรจะดีไปหมดขนาดนั้น

ก็ต้องบอกว่าก็เจอจุดที่อาจจะยังไม่ถูกใจเช่นเดียวกัน อย่างเช่น เรื่องของดีไซน์ ซึ่งจริงๆ มันก็สวย และก็ดูดีเลยครับ แต่ลง Story ใน IG ไปคนทักเป็นแบรนด์อื่นหมดเลย อาจจะยังไม่มีดีไซน์เฉพาะตัวเท่าไหร่ ถัดมาเรื่องเวลาเปิดฝาทิ้งฝุ่น ฝาที่เปิดบางทีถ้าเปิดแรงอาจจะเด้งกลับมาตีฝุ่นที่กำลังร่วงให้กระจายได้เหมือนกัน รวมถึงฝุ่นที่อยู่ด้านในถังลึกๆ ถ้าแน่นมาก จะไม่ร่วงลงมา ต้องแกะถังออกมาเพื่อเอาฝุ่นออกครับ อีกจุดที่เขียนไปก็คือตัวฐานขาตั้งถ้ามีเก็บสายไฟมาให้เนียนๆ ก็จะดีมากเลย อ่ออ และสำหรับใครที่อยู่คอนโดห้องไม่ใหญ่ อาจจะต้องคิดเผื่อนิดนึงนะครับ ว่าจะตั้ง หรือจะเก็บไว้ตรงไหน ถึงจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีชิ้นส่วนเยอะนิดนึง

แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ใช้แฮปปี้ครับ ใครที่มีงบอยู่ประมาณนี้ Roborck H7 ก็เป็นตัวนึงที่น่าสนใจ สำหรับใครที่อยากเห็นตัวจริง ไปลองถือ ลองดูด ลองใช้งานก่อนได้ที่ ชั้น 4 CentralWorld โซนธนาคารครับ มีหน้าร้าน Official เปิดอยู่

หรือถ้าใครสนใจสั่งซื้อ ตอนนี้มีโปรโมชั่นราคาพิเศษ Roborock H7 19,900 บาท จากราคาปกติ 39,900 บาท / Roborock H7 + Standing Dock 20,900 บาท จากราคาปกติ 43,800 บาทครับ สามารถผ่อน 0% ได้ 10 เดือน ที่ Shopee และ JD Central พร้อมรับประกันทุกชิ้นส่วน 3 ปีเต็ม

สอบถามเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อสินค้าได้ที่:

TEL: 0823881688

Inbox: http://m.me/RoborockTHA
Website: https://www.roborockthailand.com
Line OA: https://page.line.me/RoborockThailand
Line MyShop: https://shop.line.me/@roborockthailand
Shopee: bit.ly/RoborockOfficialStore
Lazada: bit.ly/Lazada_RoborockOfficialStore
JD Central :  bit.ly/JDCentral_RoborockOfficialStore


รีวิวนี้ ได้รับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ในการรีวิวจาก Roborock Thailand

Related posts
ของใช้ในบ้าน

รวมเคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยให้เราหลับสบาย หลับสนิทได้ตลอดทั้งคืน

ของใช้ในบ้าน

"Rouge Sur Mesure by Perso" เครื่องผสมสีลิปสติกจาก Yves Saint Laurent ไอเทมที่สายบิวตี้ต้องไปตำ!!!

ของใช้ในบ้าน

5 ร้านเทียนหอมน่ารักๆ ใน IG สั่งออนไลน์ได้ ไม่ต้องไปช้อปถึงที่

ของใช้ในบ้าน

รีวิวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นท็อป Roborock S6 MaxV กวาดได้ ถูดี มีกล้อง AI ในราคาที่ยังจับต้องได้