SNAP

สรุปประชุม กมธ.คมนาคม ตั๋วร่วม EMV 17-45 บาท เริ่ม 1 ม.ค. 70 แต่ละสายพร้อมแค่ไหน

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการคมนาคม (ส.ส.) มีวาระสำคัญคือ “การติดตามนโยบายระบบตั๋วร่วม (Common Ticketing) สำหรับรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน” ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะเริ่มใช้งานในวันที่ 1 มกราคม 2570 ผมได้ไปเข้าร่วมประชุมมาด้วย เลยขอมาสรุปให้ครับ 😀

อัปเดตความคืบหน้าตั๋วร่วม EMV รถไฟฟ้า 17-45 บาท ราคารวมตลอดทริป เปลี่ยนสายได้ ตั้งเป้าเริ่มใช้ได้ทุกสาย 1 มกราคม 2570 ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการการคมนาคม 15 กรกฎาคม 2569

TL;DR ประเด็นสำคัญ

  • สูตรใหม่เริ่ม 1 ม.ค. 2570 ตั้งเป้าคิดค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท และจ่ายสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยเดินทางข้ามสายข้ามค่ายจะไม่เสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน
  • วิธีจ่ายเงินระยะแรก ใช้บัตร EMV (เดบิต/เครดิต/พรีเพด) แตะจ่ายเต็มราคาก่อน แล้วรัฐบาลจะโอนเงินส่วนต่างคืนเข้าบัตรให้ทีหลัง โดยใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนตั๋วร่วม (ซึ่งมาจากเงินภาษี)
  • ความท้าทายหน้าประตู BTS ประตูสายสีเขียวปัจจุบันยังไม่รองรับ EMV แผนระยะสั้นรัฐจะให้ตั้งเครื่องสแกนแยกตรงประตู Swing Gate (ประตูผลักข้างห้องขายตั๋ว) ซึ่ง BTS กังวลว่ามีความเสี่ยงทำให้เกิดคอขวดในช่วงเร่งด่วน
  • แผนระบบตั๋วร่วมระยะยาว รัฐเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีระบบ Thai ABT (สแกน QR Code / NFC มือถือแตะ) ควบคู่กับ EMV เพื่อป้องกันการพึ่งพาและผูกขาดจาก Gateway ต่างชาติ
  • รวบอำนาจบริหาร ในอนาคตจะมีการดึง รฟม. มาเป็นผู้บริหารจัดการรถไฟฟ้าทุกสายเป็นหน่วยงานเดียว (Single Ownership) เพื่อคำนวณค่าโดยสารรวมกันทั้งระบบ

ใครอยากอ่านแบบละเอียด อ่านต่อด้านล่างเลยครับ


นโยบายและทิศทางจากรัฐบาล โดย สนข. (สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร)

การดำเนินการระยะสั้น

รัฐบาลตั้งเป้าบังคับใช้อัตราค่าโดยสารร่วมในวันที่ 1 ม.ค. 2570 โดยคิดค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท อัตราสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว และไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยนสาย โดยใช้บัตรโดยสารแบบ EMV Contactless (บัตรเดบิต บัตรเครดิต บัตรพรีเพด) ที่ปัจจุบันเกือบทุกสายรองรับอยู่แล้ว ยกเว้นสายสีเขียวและทอง ที่ในระยะสั้นจะใช้การติดตั้งเครื่องอ่าน EMV ที่ประตู Swing Gate (ประตูพิเศษข้างห้องขายตั๋ว) ไปก่อน

โดยจะใช้การ “เก็บเงินเต็มราคาก่อน แล้วรัฐจ่ายคืนเข้าบัตรให้ทีหลัง” เหมือนกับที่ใช้กับสายสีม่วงและสายสีแดงปัจจุบัน โดยใช้โครงสร้างราคาตามสัญญาสัมปทานของเดิมของแต่ละสาย ยังไม่ไปยุ่งกับสัญญา ใครที่เดินทางข้ามสายแล้วมีส่วนเกินจาก 45 บาท รัฐจะโอนเงินคืนเข้าบัตรให้หลังจากประมวลผลเสร็จแล้ว (ถ้าอิงจากปัจจุบันคือภายใน 3 วันทำการ)

เงินที่จะนำมาใช้ จะเป็นเงินจากกองทุนตั๋วร่วม ซึ่งก็จะมาจากการอุดหนุนจากรัฐบาลผ่านงบประมาณ โดยหากรัฐอุดหนุนส่วนต่างให้เต็มจำนวนจะต้องใช้เงินประมาณปีละ 4,700 ล้านบาท (ถูกกว่านโยบาย 20 บาทตลอดสายประมาณ 3 เท่า)

การวางรากฐานระบบตั๋วร่วมในระยะยาว

ประเทศไทยจะมี 2 ระบบหลัก คือ

  1. ระบบ EMV Contactless (บัตรเครดิต/เดบิตที่เป็นมาตรฐานสากล)
  2. ระบบ Thai ABT (Account-Based Ticketing ที่พัฒนาร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย)

เนื่องจากระบบ EMV จะต้องผ่านตัวกลางหรือ payment gateway ต่างชาติ ที่อาจมีการขึ้นค่าธรรมเนียมในอนาคต โดยเฉพาะหากปล่อยให้ผูกขาดตลาดเพียงระบบเดียว

ระบบ Thai ABT ในระยะแรกจะเป็นแบบ Dynamic QR Code และอนาคตจะสามารถต่อยอดเป็นการใช้อุปกรณ์ NFC เช่น มือถือแตะ หรือพวก Wearable Device ต่างๆ ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงระบบหัวอ่านของทุกสายให้รองรับมาตรฐานได้ทั้ง EMV Contactless / QR / NFC ต่อไป

ในส่วนของ “ค่าโดยสารร่วม” จะมีการรวบอำนาจการบริหารรถไฟฟ้ามาอยู่ที่ รฟม. หน่วยงานเดียว (Single Ownership) และปรับปรุงวิธีการคำนวณค่าโดยสารให้คิดรวมกันทั้งระบบ ไม่แยกเป็นสายๆ และไม่ต้องตัดเงินไปก่อนแล้วจ่ายคืนทีหลัง

โดยสายที่เป็นระบบสัมปทานอาจจะต้องเจรจาขอแก้ไขสัมปทาน ส่วนสายที่เป็นการจ้างเดินรถ สามารถปรับปรุงได้เลยเพราะรายได้ทั้งหมดเป็นของรัฐอยู่แล้ว

กฎหมายและระบบหลังบ้าน

สนข. อยู่ระหว่างเร่งออกกฎหมายลำดับรอง 20 ฉบับให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 และจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH – Central Clearing House) เพื่อเป็นตัวกลางในการจัดการรายได้และจ่ายส่วนต่างชดเชย


ความพร้อมและปัญหาทางเทคนิคของผู้ให้บริการ (Operators)

รฟม. และ BEM (สายสีน้ำเงินและสีม่วง)

มีความพร้อมสูงมาก ปัจจุบันผู้โดยสารเปลี่ยนมาใช้บัตร EMV มากกว่า 55% แล้ว ปัญหาที่พบมีเพียงเล็กน้อย เช่น บัตรถูกแบล็กลิสต์เนื่องจากเงินในบัญชีไม่พอตัดยอด

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (สายสีแดง)

มีความพร้อมเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้มีการติดตั้ง Automatic Gate ที่รับบัตร EMV โดยเฉพาะแล้วทุกสถานี สถานีละ 4 ช่อง (ทางเข้า 1 ทางออก 1 โดยแต่ละสถานีมี 2 ฝั่ง) และได้ติดตั้งเครื่องอ่านบัตร EDC แบบพกพา (Handheld) เพิ่มเติมอีก 52 เครื่องใน 13 สถานีเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมีแผนจะเปลี่ยนประตู (Gate) ทั้งระบบให้รองรับ EMV ภายในปี 2570

BTS (สายสีเขียว ทอง เหลือง ชมพู)

ตัวแทนจาก BTS ชี้แจงว่า การใช้ประตู Swing Gate ในการผ่านเข้าออกสำหรับผู้ใช้บัตร EMV ในสายสีเหลืองและสีชมพูปัจจุบันนั้นไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีนัก เพราะไม่สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารผ่านเข้าออกจำนวนมากได้ ปัจจุบันกำลังดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงระบบให้สามารถใช้งาน EMV ได้ครบทุกเกตอยู่

BTS จึงแสดงความกังวลอย่างหนักต่อมาตรการระยะสั้น เนื่องจากปัจจุบันประตูของ BTS ไม่รองรับ EMV การจะเปลี่ยนประตูทั้งหมดเกือบ 1,000 จุด ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี และใช้งบประมาณกว่า 900 ล้านบาท

หากรัฐบังคับให้ใช้เครื่อง EDC อ่านบัตรที่ประตู Swing Gate ตามแผนระยะสั้น จะเกิดปัญหาคอขวดอย่างรุนแรง เพราะรองรับคนได้เพียง 30 คน/นาที ในขณะที่ช่วงเวลาเร่งด่วนมีผู้โดยสารทะลักเข้าสถานีหลัก (เช่น สยาม, อโศก) ถึง 700-1,200 คนใน 15 นาที ซึ่งเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

BTS เสนอทางออกชั่วคราวคือการออกบัตร “Rabbit EMV” ที่สามารถแตะผ่านประตูเดิมของ BTS ได้ และส่งข้อมูลไปประมวลผลที่ CCH แต่เรื่องนี้ยังต้องมีการพูดคุยหาข้อสรุปกันต่อไป


ประเด็นสำคัญที่ กมธ. ซักถามและให้ข้อเสนอแนะ

ปัญหาเด็กและเยาวชนใช้บัตรประเภทนักเรียนไม่ได้ (Lost Generation)

ผมได้ตั้งคำถามถึงช่องโหว่ของระบบ EMV ที่ผูกกับกฎหมายการเงิน ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่สามารถยืนยันตัวตน (eKYC) ผ่านแอปพลิเคชันด้วยตัวเองเพื่อรับสิทธิ์ส่วนลดนักเรียนได้ ทำให้เด็กที่สูงเกิน 120 ซม. แต่อายุไม่ถึง 15 ปี ต้องจ่ายค่าโดยสารราคาผู้ใหญ่ ผมจึงมีการเสนอแนะให้ทำระบบ “บัญชีครอบครัว” (Family Account/Control) เพื่อให้ผู้ปกครองจัดการบัตรให้ลูกๆ แทนได้ (และอาจรวมถึงผู้สูงอายุในครอบครัวด้วย)

เห็นด้วยกับการยกเลิกนโยบาย 20 บาทตลอดสาย

กมธ. ชื่นชมที่รัฐบาลปรับนโยบายจาก 20 บาทตลอดสาย มาเป็นเพดาน 17-45 บาทต่อเที่ยว เนื่องจากมีความสมเหตุสมผลมากกว่า ช่วยลดภาระการอุดหนุนงบประมาณของภาครัฐ (จากหมื่นกว่าล้านเหลือเพียงหลักพันล้านบาท) และไม่เป็นการทำลายระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ อย่างรถเมล์ ซึ่งควรจะเป็นระบบที่ส่งเสริมกัน และในขั้นต่อไปขอให้ดึงระบบรถเมล์และเรือโดยสารเข้ามาร่วมในระบบตั๋วร่วมให้เร็วที่สุด

การออกแบบสถานีที่เชื่อมต่อ (Interchange)

กมธ. เสนอว่าในอนาคตควรออกแบบสถานีให้เชื่อมโยงกันแบบ Paid-area Transfer เพื่อให้ผู้โดยสารเดินทะลุได้เลยโดยไม่ต้องแตะบัตรออกแล้วเข้าใหม่ ซึ่งจะช่วยลดภาระผู้โดยสารได้มาก


ถาม-ตอบเพิ่มเติม

ส่วนที่จ่ายเกิน 45 บาท คืนให้ใคร? คืนให้ผู้โดยสารครับ ผ่านบัตร EMV ใบที่ใช้เดินทาง ไม่ได้คืนให้ผู้ให้บริการ ในระยะแรกจะยังไม่แก้สัมปทานเดิมของแต่ละเจ้า โครงสร้างค่าโดยสารแต่ละสายเหมือนเดิม นั่งสายไหนก็ตัดเงินตามตารางค่าโดยสารของสายนั้น ใครเก็บได้เท่าไหร่ก็เก็บไปตามสิทธิ์ ส่วนที่ผู้โดยสารจ่ายเกิน 45 บาทต่อเที่ยว รัฐจะใช้เงินกองทุนตั๋วร่วมโอนคืนเข้าบัตรให้ (การนับว่าเป็น 1 เที่ยว จะดูจากช่วงเวลาที่เว้นระหว่างการเดินทางแต่ละสาย ถ้าเกินเวลาที่กำหนดจะถือเป็นเที่ยวใหม่)

แล้วระยะยาวล่ะ? หลังจากรัฐเป็นเจ้าของระบบเดียว (single ownership) แล้ว ตารางค่าโดยสารจะเปลี่ยนใหม่หมด คิดตามระยะทาง 17-45 บาทแบบไม่แยกสายแยกค่าย ตัวกฎหมายเขียนรองรับไว้แล้ว แต่คงอีกสักพักใหญ่ ส่วนเฟสแรกที่รัฐจ่ายส่วนต่าง จะเป็นนโยบายปีต่อปี

ทางเชื่อมแบบไม่ต้องแตะออก (paid-to-paid) มีการคุยในที่ประชุมครั้งนี้แล้ว แต่ติดทั้งข้อจำกัดด้านโครงสร้างของสถานีเดิม และเรื่องระบบตั๋วเที่ยวเดียว เลยคิดว่าคงไม่มีหวังเท่าไหร่ ที่ถามไปจึงเป็นข้อเสนอสำหรับออกแบบสถานีในอนาคต และการปรับสถานีเดิมในวันที่ระบบตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมสมบูรณ์แล้ว

บัตร Rabbit EMV จะเป็นบัตรกระเป๋าเดียวไหม? เท่าที่ฟัง Rabbit EMV จะเป็นบัตรกระเป๋าเดียวที่ใช้ได้ทั้ง 2 ระบบ ต่างจาก Aeon Rabbit ที่แยกชิปแยกกระเป๋าเงินกัน แต่ตอนนี้ยังเป็นแค่ไอเดียที่เสนอขึ้นมา และดูเหมือนยังติดขัดเรื่องภายใน อาจจะไม่ได้ทำออกมาใช้จริง

เด็กที่ไม่มีบัตรธนาคารใช้อะไร? มีบัตร EMV แบบเติมเงินอยู่ แต่ติดข้อจำกัดเรื่อง eKYC สำหรับเด็ก ผมถาม BEM แล้ว ได้คำตอบว่าซื้อบัตร MRT EMV แล้วเติมเงินด้วยการสแกน QR Code หลังบัตรได้ ส่วนบัตร EMV ของ รฟม. และ BEM ก็ระบุประเภทบัตรได้ เช่น บัตรนักเรียน บัตรผู้สูงอายุ ซึ่งใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้

ตั๋วเดือนข้ามสายข้ามค่าย? วันนี้เวลาไม่พอเลยไม่ได้ถาม เพราะเป็นเรื่องฝั่งการตลาด วันนี้เน้นเรื่องเทคนิคกับกฎหมาย แต่ระบบ ThaiABT ที่จะใช้คู่กับ EMV ทำค่าโดยสารพิเศษแบบนี้ได้ สนข. ก็พูดถึงอยู่ ส่วนตั๋วเดือนในระบบของแต่ละค่ายมีอยู่แล้ว แต่ต้องพกบัตรของค่ายนั้น และต้องเลือกระหว่างตั๋วเดือนกับราคาข้ามสายสูงสุด 45 บาท ซึ่งเป็นกลยุทธ์ดึงให้คนถือบัตรของตัวเอง


การดำเนินการมีทิศทางที่ชัดเจนในด้านนโยบายและกฎหมาย แต่ยังมีความท้าทายใหญ่คือ “การปรับปรุงระบบหน้าประตูของ BTS” ให้ทันกำหนดการ 1 มกราคม 2570 โดยไม่กระทบต่อความสะดวกและความปลอดภัยของผู้โดยสารครับ

ข้อมูลสรุปโดย LivingPop จากการประชุมคณะกรรมาธิการการคมนาคม 15 กรกฎาคม 2569

Related posts
SNAP

12-18 ตุลาคม เลี่ยงเส้นทางรอบศูนย์ประชุมสิริกิติ์

SNAP

คนหายจาก BTS ไปขึ้นสายอื่นหรือเปล่า? วิเคราะห์ตัวเลขจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า 8 สาย ย้อนหลัง 4 ปี

SNAP

คนขึ้น BTS สายสีเขียวหายไป ~5% เพราะอะไร? วิเคราะห์ตัวเลขผู้โดยสารรายวันย้อนหลัง 4 ปี

SNAP

ใน 1 วันมีคนขึ้นรถไฟฟ้ากี่คน? ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันรถไฟฟ้า 8 สาย เดือนกันยายน 2569