รถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพูมีรูปแบบสถานีที่หลายคนยังไม่คุ้น เพราะย้ายพื้นที่ขายตั๋วมาไว้ตรงกลางสถานี ต่างจาก BTS และ MRT ที่เราใช้กันทุกวัน ใครแตะบัตรเข้าผิดฝั่ง อาจต้องเดินขึ้นบันไดจนเหงื่อตก
LivingPop เล่าเรื่องนี้ครั้งแรกตอนรวบรวมข้อมูลตำแหน่งสถานีและทางขึ้นลงของทั้งสองสายเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2565 แล้วหยิบมาเล่าอีกครั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ซึ่งกระทรวงคมนาคมและ รฟม. จัด Open House พาสื่อเยี่ยมชมความคืบหน้าของทั้งสองโครงการ
ผังสถานีแบบ BTS และ MRT ที่เราคุ้นเคย
สถานี BTS และ MRT ส่วนใหญ่จะยาว มีทางเข้าออกและพื้นที่ขายตั๋ว (พื้นที่ที่ยังไม่ได้แตะบัตร หรือ Unpaid Area) อยู่ที่หัวและท้ายสถานี ส่วนช่วงกลางเป็นพื้นที่หลังแตะบัตร (Paid Area) ที่เราเดินเข้าไปเป็นโถงเดียวกัน แล้วค่อยเลือกขึ้นชานชาลาตามทิศทางที่จะไป
สถานีสายสีเหลือง-ชมพู กลับด้านกัน
สายสีเหลืองและสายสีชมพูจะคล้ายกับ Airport Rail Link คือเอาส่วนขายตั๋วไว้ตรงกลาง และเอาพื้นที่ขึ้นชานชาลาไว้ที่หัวและท้ายแทน แต่ย่อส่วนลงมาเล็กกว่ามาก เพราะเป็นโมโนเรลที่ทำหน้าที่เป็นรถไฟฟ้าสายรอง (Feeder) ความจุน้อยกว่า BTS และ MRT สถานีจึงสั้นและเล็กกว่า ต้องจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้ลงในพื้นที่จำกัด
เมื่อขึ้นมาจากระดับถนน ทางเดินเข้าสถานีจะเบี่ยงไปชิดด้านข้างของตัวสถานี แล้วไปรวมกันที่โถงตรงกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของตู้ขายตั๋วและห้องเจ้าหน้าที่ จากตรงนี้ Paid Area จะแยกเป็นสองฝั่ง แต่ละฝั่งออกแบบให้สะดวกกับการขึ้นรถไฟฟ้าทิศทางหนึ่ง เช่น สายสีเหลือง
- ฝั่งซ้าย สะดวกสำหรับคนที่จะไปทางลาดพร้าว มีทั้งบันไดเลื่อนและลิฟต์
- ฝั่งขวา สะดวกสำหรับคนที่จะไปทางสำโรง มีทั้งบันไดเลื่อนและลิฟต์เช่นกัน
ก่อนแตะบัตรจึงต้องดูป้ายให้ดีว่าจะไปทิศไหน แล้วเข้าฝั่งที่เขียนชื่อปลายทางนั้น
ถ้าแตะบัตรเข้าผิดฝั่ง
ไม่ได้เสียเงินเพิ่ม และยังขึ้นชานชาลาทิศทางที่ต้องการได้เหมือนกัน แต่ฝั่งที่เข้าผิดจะมีแค่บันไดธรรมดาให้เดินขึ้น ไม่มีบันไดเลื่อนและลิฟต์ สำหรับคนทั่วไปก็แค่เมื่อยขา แต่ถ้าไม่สบาย เจ็บขา สูงอายุ หรือลากกระเป๋าและสัมภาระหนักๆ ก็จะลำบากพอสมควร
ทางแก้เฉพาะหน้าคือติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ห้องขายตั๋ว ขอออกประตูพิเศษแล้วไปเข้าอีกฝั่ง ถ้ารู้ปลายทางอยู่แล้วและดูป้ายก่อนเข้า โอกาสผิดมีน้อย ที่เจอบ่อยกว่าคือเข้าไปแล้วเพิ่งนึกได้ว่าสถานีที่จะไปอยู่อีกทิศ ส่วนคนที่นั่งเลยสถานี ก็ลงสถานีถัดไปแล้วลงบันไดไปขึ้นชานชาลาฝั่งตรงข้ามได้
ลิฟต์ที่เห็นในภาพเป็นลิฟต์ใน Paid Area ใช้ขึ้นไปชานชาลาเท่านั้น ส่วนทางขึ้นจากระดับถนนมาชั้นขายตั๋วจะมีลิฟต์ฝั่งละ 1 ตัว อยู่ที่จุดขึ้นลงของแต่ละฝั่ง ไม่ได้อยู่ในตัวสถานี
ทำไมออกแบบแบบนี้
ข้อดีคือประหยัดพื้นที่ส่วน Unpaid Area ทำห้องขายตั๋วจุดเดียว ตู้ขายตั๋วอยู่โซนเดียวกัน ไม่ต้องแยกทุกอย่างเป็นสองชุด ลดทั้งพื้นที่ จำนวนพนักงาน และงานระบบขายตั๋ว ส่วนบันไดเลื่อนที่มีแค่ทางเดียวก็เพราะสถานีสั้นตามขนาดความจุของระบบรอง พื้นที่ไม่พอ
ข้อเสียที่เห็นชัดคือการแยกผู้โดยสารตามทิศทาง ทำให้คนไปแน่นอยู่ฝั่งเดียวตามช่วงเวลา เช่น สถานีบนถนนลาดพร้าวช่วงเช้า คนจะแน่นฝั่งเข้าเมือง คิวแตะบัตรยาวกว่าฝั่งที่ไปสำโรง ส่วนช่วงเย็นไม่ต่างกันมาก เพราะลงฝั่งไหนก็ไม่มีบันไดเลื่อนขาลงอยู่ดี ต่างจาก BTS ที่แตะบัตรแล้วเจอโถงรวมตรงกลางก่อนเลือกบันได
หลายคนถามว่าทำไมไม่ทำชานชาลาเกาะกลาง คำตอบคือชานชาลาเกาะกลางต้องทำโครงสร้างให้รางแยกออกจากกันช่วงรถเข้าสถานี ค่าก่อสร้างสูงกว่า และคนนั่งในรถก็จะถูกเหวี่ยงไปมามากกว่า
ข้อยกเว้นและเรื่องอื่นที่ควรรู้
- สถานีที่เป็นจุดเปลี่ยนสาย (Interchange) จะมีผังแบบปกติ คือเอา Paid Area ไว้ตรงกลางแบบ BTS
- สถานีที่มีข้อจำกัดของพื้นที่อาจมีรูปแบบเฉพาะตัวที่ต่างออกไป
- สายสีชมพูเชื่อมกับ BTS สายสีเขียวที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ ตรงวงเวียนบางเขน เปลี่ยนสายได้โดยไม่ต้องออกจากระบบ
- สถานีมีห้องน้ำ ถังขยะอยู่ก่อนประตูแตะบัตร และมีลิฟต์ทั้งจากพื้นถนนไปชั้นขายตั๋วและจากชั้นขายตั๋วไปชานชาลา
- สถานีสายสีเหลือง-ชมพูเล็กจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ทำร้านค้า
ช่วงก่อสร้าง บางสถานีทำทางขึ้นลงเป็นอย่างสุดท้าย น่าจะเพราะต้องรอคืนพื้นที่ถนนฝั่งเกาะกลางก่อนจึงปิดฝั่งริมทางเท้ามาสร้างทางขึ้นลงได้ ลดช่องทางที่คนนอกจะแอบเข้าพื้นที่ก่อสร้าง และต้องรอรื้อย้ายสายไฟ ท่อประปา ท่อระบายน้ำให้เสร็จก่อน
ข้อมูลที่ส่งให้สื่อในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ระบุว่าทั้งสองสายอยู่ระหว่างทดสอบการเดินรถและทดสอบระบบ จะทดสอบเดินรถเสมือนจริง (trial run) ภายในเดือนตุลาคม 2565 และเปิดให้บริการบางช่วงอย่างเป็นทางการในไตรมาสแรกของปี 2566
อัปเดต: กำหนดเปิดของทั้งสองสายเลื่อนออกไปอีก อ่านต่อได้ที่ สายสีเหลือง-ชมพูเลื่อนเปิดทดลองนั่ง และดูตำแหน่งสถานีกับทางขึ้นลงได้ที่ แผนที่สถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู
ภาพ 3D ประกอบ: Render Thailand

