เคยสังเกตไหมครับว่าคานสะพานทางวิ่งรถไฟฟ้าที่เราเห็นกันทุกวัน บางสายมี “คราบขาวๆ” เกาะเต็มไปหมด แต่บางสายกลับดูสะอาดเรียบเนียน? 💧

เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะสายใหม่กว่าอย่างเดียว แต่เป็น “รายละเอียดการออกแบบ” ที่ผ่านการเรียนรู้และพัฒนามาเรื่อยๆ ในบ้านเรานั่นเอง ซึ่งผมขอหยิบเอารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อันนี้มาเล่าให้อ่านสบายๆ ครับ
คราบพวกนี้มาจากไหน?
จริงๆ แล้วระบบระบายน้ำบนทางวิ่งรถไฟฟ้า ไม่ได้ปล่อยให้น้ำฝนไหลเจิ่งนองลงมาตามขอบตรงๆ หรอกครับ บนทางวิ่งจะมีการทำพื้นสโลปให้เอียงเข้าหาตรงกลาง แล้วรวบรวมน้ำลงท่อตามเสาลงใต้ดินตามปกติ
แต่ก็นั่นแหละครับ… จะมีน้ำบางส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่เล็ดรอดออกมาได้ เช่น น้ำฝนที่เปียกแถวแผ่นราวกันตก ตามซอกตามมุมต่างๆ ซึ่งเจ้าปริมาณน้ำเพียงนิดเดียวนี้นี่แหละตัวดี
เมื่อน้ำปริมาณน้อยไหลซึมผ่านรอยต่อหรือแผ่นคอนกรีตช้าๆ น้ำจะไปทำปฏิกิริยากับแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Calcium Hydroxide) ในเนื้อปูนซีเมนต์ แล้วละลายพาออกมาด้วย พอเจอกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ก็เกิดเป็นสารตกตะกอนแข็งๆ ที่เรียกว่า “แคลเซียมคาร์บอเนต” หรือคราบหินปูนขาวๆ นั่นเองครับ
เอาจริงๆ ก็หลักการเดียวกับการเกิดหินงอกหินย้อยในถ้ำเลยครับ (เหมือนผมเคยเห็นใต้คานรถไฟฟ้าบางจุดที่มีก้อนขาวๆ เหมือนหินย้อยเริ่มงอกแล้วด้วย แต่จำไม่ได้ว่าตรงไหน 555)
จุดต่างของการออกแบบ
BTS สายแรก (เริ่มสร้างปี 2539) ยุคนั้นเป็นยุคบุกเบิก เรายังไม่มีบทเรียนตรงนี้ เลยออกแบบท้องคานตรงปีกสะพานเป็น “แนวเรียบตรงขนานกับแนวระดับ”
พอมีน้ำซึมเจือปนซีเมนต์ไหลลงมาถึงขอบปีก ก็ไม่มีอะไรมากั้น จึงไหลย้อนเลาะไปตามท้องคานด้านล่างต่อเรื่อยๆ และพอระเหยแห้งไป ก็ทิ้งคราบหินปูนไว้เป็นทางอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันครับ
พอกาลเวลาผ่านไป วิศวกรและสถาปนิกเห็นบทเรียนนี้ เลยมีการปรับดีไซน์ปลายปีกสะพานในการออกแบบก่อสร้าง MRT สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย (เริ่มสร้างปี 2554) ให้ “หักมุมเอียงลงมาเล็กน้อย” (ตามภาพเลยครับ) เพื่อทำหน้าที่เป็นเหมือน Drip Edge หรือ “คิ้วหยดน้ำ” บังคับให้น้ำที่ไหลมาถึงปลายปีก ตกลงสู่พื้นด้านล่างทันที ไม่สามารถไหลย้อนกลับเข้าไปตามท้องคานได้ คราบหินปูนเกาะท้องคานจึงแทบไม่เกิดขึ้นเลย
ซึ่ง BTS ส่วนต่อขยายยุคหลังก็มีการปรับแก้เช่นกันครับ โดยเปลี่ยนมาใช้แผ่นราวกันตกแบบซีเมนต์ที่ยึดกับปีกสะพาน แล้วทำส่วนปลายยื่นต่ำกว่าระดับปีกสะพานนิดนึง เพื่อบังคับให้น้ำหยดตรงขอบแผ่นราวกันตกแทน
เรียกว่าเป็นดีไซน์เล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความสวยงามและการบำรุงรักษาในระยะยาวได้ดีมากๆ เลยครับ
ใครเดินทางผ่านรถไฟฟ้าสายไหน ลองก้มๆ เงยๆ สังเกตท้องคานกันดู หรือวันไหนว่างๆ ก็ลองออกไปนั่งรถดูความแตกต่างดูก็ได้ครับ
หลักเดียวกันนี้อยู่ในบ้านเราด้วย
หลักนี้ถูกใช้กับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในบ้านด้วยนะครับ อย่างทอปหินเคาน์เตอร์ครัว ถ้าผู้ออกแบบใส่ใจ จะมีการ “เซาะร่อง” เล็กๆ ไว้ใต้ขอบเคาน์เตอร์ เวลาทำน้ำหก น้ำจะได้หยดลงพื้นก่อน ไม่ไหลย้อนไปถึงบานตู้หรือโครงไม้ด้านล่าง

BTS แบบใหม่แก้ยังไง
BTS ส่วนต่อขยายยุคหลังเปลี่ยนมาใช้แผ่นราวกันตกที่ยึดกับปีกสะพาน แล้วทำส่วนปลายยื่นต่ำกว่าระดับปีกสะพานนิดนึง เพื่อบังคับให้น้ำหยดตรงขอบแผ่นราวกันตกแทน

ตัวแผ่นน่าจะใช้ได้ยาวๆ แต่จุดที่ต้องคอยดูคือข้อต่อและจุดยึดต่างๆ ถ้าเริ่มหลวม คลอน หรือแตก ก็ต้องเปลี่ยน ส่วนสายเดิมของ BTS เข้าใจว่าทยอยเปลี่ยนเป็นแบบใหม่ด้วย เพราะเคยมีช่วงที่คนบ่นเรื่องคราบด่างดำบนทางวิ่งและราวกันตกกันเยอะ ของเดิมเป็นแผ่นปูนซีเมนต์ น้ำหนักมาก สะสมคราบสกปรกและดูเก่าง่าย ของใหม่ทำจากพลาสติก ดูเรียบเนียนสบายตากว่า
ถ้าผู้ออกแบบคิดเผื่อไว้แต่แรกก็คงป้องกันได้ แต่กรุงเทพฯ ยุคนั้นยังไม่เคยมีโครงสร้างคานกล่องที่โชว์ท้องคานให้คนเห็นยาวๆ แบบนี้ เลยอาจยังไม่ได้คิดถึงความสวยงามในระยะยาว พอมีบทเรียนจากของเดิมแล้วมาปรับปรุงในสายใหม่ๆ ผมว่าก็เป็นการพัฒนาที่ดีครับ

