ช่วงเดือนสิงหาคม 2566 มีข่าวออกมาบ่อยขึ้นว่ารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินแน่นมาก ซึ่งจริงๆ แล้วแน่นมาสักพักใหญ่แล้ว เราเลยรวบรวมข้อมูลมาให้ดูว่าตอนนั้นรถไฟฟ้าแต่ละสายมีขบวนรถกี่ขบวน
อัปเดต: จำนวนขบวนรถของแต่ละสายในปี 2569 ดูได้ที่ ตัวเลขผู้โดยสารรถไฟฟ้า เดือนกันยายน 2569
จำนวนขบวนรถไฟฟ้าแต่ละสาย (ข้อมูลเดือนสิงหาคม 2566)
- BTS สายสุขุมวิท/สายสีลม 98 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ จุ 1,490 คนต่อขบวน ระยะทาง 68.25 กม.
- MRT สายสีน้ำเงิน 54 ขบวน ขบวนละ 3 ตู้ จุ 1,139 คนต่อขบวน ระยะทาง 48 กม.
- แอร์พอร์ตเรลลิงก์ 9 ขบวน ขบวนละ 3-4 ตู้ จุ 740 คนต่อขบวน ระยะทาง 28.4 กม.
- MRT สายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) 21 ขบวน ขบวนละ 3 ตู้ จุ 921 คนต่อขบวน ระยะทาง 26.3 กม.
- รถไฟฟ้าสายสีทอง 3 ขบวน ขบวนละ 2 ตู้ จุ 276 คนต่อขบวน ระยะทาง 1.74 กม.
- รถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) 15 ขบวน ขบวนละ 6 ตู้ จุ 1,710 คนต่อขบวน ระยะทาง 26 กม.
- รถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) 10 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ จุ 1,120 คนต่อขบวน ระยะทาง 15 กม.
- MRT สายสีเหลือง 30 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ จุ 748 คนต่อขบวน ระยะทาง 30.4 กม.
- MRT สายสีชมพู (ตอนนั้นยังไม่เปิด) 42 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ จุ 748 คนต่อขบวน ระยะทาง 37.5 กม.
ตอนนั้นกรมการขนส่งทางรางสั่งให้ รฟม. และ BEM พิจารณาเพิ่มจำนวนตู้โดยสารจาก 3 ตู้เป็น 4 ตู้ต่อขบวน และเพิ่มจำนวนขบวนรถอย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น
อธิบายศัพท์
- รถไฟฟ้า 1 ตู้ หมายถึงตัวรถ 1 คัน
- เอาตู้หลายๆ ตู้มาประกอบรวมกัน เป็นรถไฟฟ้า 1 ขบวน
- ความจุผู้โดยสารต่อ 1 ขบวน เป็นตัวเลขทางทฤษฎีที่คำนวณจากพื้นที่ยืนในรถรวมกับที่นั่ง บางสายกำหนดความหนาแน่นไว้ 4-6 คนต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร (แต่ละสายอาจต่างกัน)
ตัวเลขในตารางรวบรวมจากข้อมูลที่เผยแพร่ในข่าวและเอกสารต่างๆ อาจคลาดเคลื่อนได้ เพราะบางสายให้ตัวเลขในแต่ละแหล่งไม่ตรงกัน
ทำไมสายสีน้ำเงินไม่เพิ่มขบวนรถเสียที
เท่าที่สังเกตกันมา สายสีน้ำเงินจะเพิ่มขบวนรถตอนได้ต่อสัมปทานหรือเปิดส่วนต่อขยาย อย่างการเพิ่มรอบล่าสุดก็เกิดขึ้นเพราะเปิดส่วนต่อขยาย ถ้าไม่มีเหตุอะไรก็วิ่งด้วยจำนวนรถเท่าเดิม ล่าสุดกรมการขนส่งทางรางสั่งให้พิจารณาเพิ่มขบวนและเพิ่มตู้แล้ว แต่ถ้า รฟม. และ BEM จะเพิ่มจริง ก็ต้องรออีกราว 2 ปี
สาเหตุที่ใช้เวลานาน เพราะไม่ใช่แค่สั่งรถมาเพิ่มแล้วจบ สิ่งที่แพงและใช้เวลาติดตั้งและตั้งค่าระบบนานไม่แพ้การสั่งผลิตตัวรถ คือระบบอาณัติสัญญาณ ซึ่งเปรียบเหมือนเส้นประสาทของระบบรถไฟฟ้า ใช้สั่งการให้รถไฟทุกขบวนเคลื่อนที่ ตรวจสอบการทำงานของทั้งระบบ สับราง หยุดรถอัตโนมัติเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน และเปิดปิดประตูชานชาลา ลำพังตัวรถอย่างเดียวทำอะไรได้ไม่มาก
ถ้าเอารถไฟมาวิ่งโดยไม่มีระบบอาณัติสัญญาณ จะมีรถไฟในระบบได้แค่ทิศทางละ 1 ขบวน และต้องขับแบบแมนนวลด้วยความเร็วไม่เกิน 35 กม./ชม. ซึ่งก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี เพราะเป็นทางวิ่งใต้ดินที่แทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า
สายสีม่วงกับแอร์พอร์ตเรลลิงก์
- สายสีม่วง ตอนนั้นยังไม่ได้เอารถที่มีอยู่มาวิ่งทั้งหมด เพราะผู้โดยสารยังไม่มาก แต่กรมการขนส่งทางรางสั่งให้ รฟม. และ BEM จัดตารางเดินรถสายสีม่วงใหม่ เพิ่มเที่ยววิ่งให้สัมพันธ์กับสายสีน้ำเงิน และจากรายงาน EIA ของสายสีม่วงใต้ คาดว่าจะต้องใช้รถประมาณ 31 ขบวน จึงน่าจะมีการซื้อรถเพิ่มเพื่อรองรับสายสีม่วงใต้
- แอร์พอร์ตเรลลิงก์ มีรถแค่ 9 ขบวน เปิดมานานและแน่นมากมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว
อ่านต่อ: ใน 1 วันมีคนขึ้นรถไฟฟ้ากี่คน ซึ่งลองเอาจำนวนผู้โดยสารมาหารจำนวนขบวนรถ ให้เห็นภาระงานต่อขบวนของสายสีเขียวกับสายสีน้ำเงิน
ข้อมูล ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2566 รวบรวมจากข่าวและเอกสารที่เผยแพร่

