รีวิวเจาะลึก

เปิดอาณาจักร “The Forestias” แน่นกว่าที่อยู่อาศัย ก็เป็นป่าขนาดใหญ่กว่า 30 ไร่นี่แหละ

“บางนา” ถือเป็นทำเลทองของปีนี้ก็ว่าได้ โครงการใหม่ๆ ผุดขึ้นเต็มไปหมด มีหลายๆ โครงการที่น่าสนใจ และมีหลายโครงการที่เป็นโปรเจคยักษ์ใหญ่ ซึ่งบางนาเองก็รับการขยายตัวมาจากสุขุมวิทตอนปลาย ทั้งยังเป็นทำเลศักยภาพในเรื่องของการเดินทาง เส้นบางนาจะเชื่อมต่อกับถนนอื่นๆ ได้หลายสาย จะไปเส้นสุขุมวิท ศรีนครินทร์ หรือกาญจนาภิเษกก็ง่าย มี 3 ทางด่วนให้เลือก ทั้งทางด่วนบูรพาวิถี ทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษก และทางด่วนฉลองรัช

ส่วนการขนส่งสาธารณะ ก็มีทั้งรถตู้ แท็กซี่ รถเมล์ รถไฟฟ้าสายสีเขียว และสายสีเหลือง (ที่จะเปิดในอนาคตอันใกล้) รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา หรือโรงพยาบาลก็มีให้เลือกใช้บริการมากมาย ถือเป็นย่านที่รองรับการขยายตัวของเมืองได้เป็นอย่างดี

ปกติถ้าเราพูดถึง Mega Project ก็มักจะอยู่ในเมือง สร้างเป็นตึกสูง อัดแน่นไปด้วยที่อยู่อาศัย พื้นที่ส่วนกลาง และ Facilities ต่างๆ มองออกไปทางไหนก็จะมีแต่วิวตึกรามบ้านช่องเต็มไปหมด แต่ที่ “The Forestias” (เดอะ ฟอเรสเทียส์) เป็นอะไรที่แตกต่างแหวกแนวจากที่อื่นไปเลยครับ เพราะที่นี่เขาเน้นเรื่องของธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวมากๆ ที่อยู่อาศัยมีหลายโครงการก็จริง แต่ไม่ได้อยู่ติดกันจนแน่นไปหมด มีพื้นที่ให้ได้ทำกิจกรรมเยอะ แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ที่สำคัญคือเขาไม่ได้มีแต่คอนโด High Rise เพื่อยัดให้คนเข้าไปอาศัยในตึกอย่างเดียว เขายังมีบ้านเดี่ยว คอนโด Low Rise โรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เพื่อตอบรับกับทุกกลุ่มเป้าหมายด้วย ดังนั้นโครงการ “The Forestias” (เดอะ ฟอเรสเทียส์) จึงเป็น Mega Project ในไทยที่เพื่อนๆ ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่นอน

“The Forestias” มีพื้นที่กว่า 398 ไร่ มีพื้นที่สีเขียวมากถึง 56% ของพื้นที่ทั้งหมด ที่นี่ไม่ได้แค่ปลูกต้นไม้กับหญ้านะครับ แต่เขาปลูกให้เป็นป่า โดยใช้พื้นที่กว่า 30 ไร่ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ของป่าและสิ่งมีชีวิต พูดง่ายๆ ก็คือ เหมือนยกป่ามาไว้ที่บางนา นั่นเอง และด้วยความที่ใส่ใจในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับการอยู่อาศัยในทุกช่วงเจเนอเรชั่นนี้ จึงเป็นที่มาของ “The Forestias” ซึ่งใช้เงินลงทุนไปถึง 125,000 ล้านบาท บอกเลยครับว่าอลังการแน่อน

อย่างที่บอกว่าจุดเด่นของที่นี่คือธรรมชาติ แต่ที่ทำให้กลายเป็นอาณาจักรได้ เพราะภายในโครงการ “The Forestias” นอกจากจะเต็มไปด้วยที่พักอาศัยแล้ว ยังมีพื้นที่ให้ลูกบ้านได้ทำกิจกรรมอย่าง Family Center, Town Center, อาคารสำนักงาน, ร้านค้า, ร้านอาหาร, Medical Complex, Sport Complex, โรงละคร และ Event Hall เพื่อนๆ ลองดูสิครับ แค่สิ่งก่อสร้างที่บอกมาทั้งหมดก็ครบวงจรแบบที่ไม่ต้องออกไปไหนแล้ว เหมือนสร้างสิ่งแวดล้อมมาเพื่ออยู่อาศัยอย่างถาวรไปทั้งครอบครัวยังไงยังงั้น

ผู้ที่สร้างโครงการ “The Forestias” คือ MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มีโครงการคอนโดอยู่ทั่วกรุงเทพครับ สำหรับโครงการนี้เขาใช้ Foster + Partners เป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบ วางผัง และงานสถาปัตยกรรมด้วย บริษัทนี้มีชื่อเสียงมากๆ อยู่แล้ว รับรองว่าจะได้งานดีไซน์ระดับโลกแน่นอน เดี๋ยวเราจะพาเพื่อนๆ มารู้จัก MQDC และ The Forestias กันว่าอาณาจักรนี้จะน่าสนใจแค่ไหน น่าอยู่ยังไง และเหมาะกับใครบ้าง ตามไปดูกันเล้ยยยย

“Foster + Parters” เป็นบริษัทออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก่อตั้งในปี 1967 มีผลงานมาแล้วมากมาย ทั้งการออกแบบอาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย การขนส่ง โรงพยาบาล โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และโครงการ Mixed-use ถ้าเป็นในไทย Foster + Parters ก็เคยออกแบบ Apple Store ที่ ICONSIAM กับ Central World และล่าสุดคือโครงการ “The Forestias” (เดอะ ฟอเรสเทียส์) ครับ

Apple Store
@Central World
Apple Store
Italy
Apple Store
Singapore
New International Airport, Mexico



MQDC คือใคร?

MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โปรเจคส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม มีทั้งหมด 4 แบรนด์ คือ Magnolias, Whizdom, Mulberry Grove และ The Aspen Tree มีโครงการที่ได้ไปร่วมทุนกับบริษัทอื่นๆ ด้วย ทั้ง The Strand, The Residences Mandarin Oriental Bangkok, Magnolias Waterfront Residences Iconsiam, ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM และ 101 True Digital Park นอกจากนี้ยังมีบริษัทซื้อ เช่า และขายอสังหาฯ อย่าง The Estate ธุรกิจโรงแรมก็จะมี U เขาใหญ่, Waldorf Astoria Bangkok และ Six Senses Residences The Forestias

ธุรกิจศูนย์วิจัยและนวัตกรรมมี RISC (Research & Innovation for Sustainability Center) เอาไว้ค้นคว้าและพัฒนานวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วน Futuretales Lab จะเน้นไปที่การค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านที่อยู่อาศัย ซึ่ง MQDC ค่อนข้างใส่ใจในเรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรงกับพันธกิจของบริษัท “For All Well-Being” หรือก็คือการให้สิ่งมีชีวิตได้อาศัยอยู่ด้วยกันได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

ทำโครงการอะไรมาแล้วบ้าง?

สำหรับ MQDC เองจะมีทั้งหมด 4 แบรนด์หลักด้วยกัน คือ “Magnolias” จะเป็นแบรนด์ระดับ Super Luxury มีทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดครับ อย่างโครงการ Magnolias Southern California ทำเลอยู่ที่ถนนบางนา-ตราด กม. 7 มีทั้งบ้านเดี่ยว 25 หลัง และคอนโด 52 ยูนิต ส่วน Magnolias French Country เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 18 หลัง อยู่ที่เขาใหญ่ Magnolias Ratchadamri Boulevard เป็นคอนโดสูง 60 ชั้น และยังเป็นที่ตั้งของโรงแรม Waldorf Astoria ด้วยฮะ อยู่ใกล้ BTS ราชดำริ และ Magnolias Waterfront Residences เป็นคอนโดที่สูงถึง 70 ชั้น อยู่ติดกับห้างไอคอนสยามเลย

Whizdom” เป็นแบรนด์ที่เป็นคอนโดล้วนครับ มีทั้งหมด 8 โครงการด้วยกัน คือ Whizdom สถานีปุณณวิถี, Whizdom The Exclusive, Whizdom Avenue รัชดา-ลาดพร้าว, Whizdom Connect สุขุมวิท, Whizdom Station รัชดา-ท่าพระ, Whizdom Essence สุขุมวิท, Whizdom Inspire สุขุมวิท และ Whizdom The Forestias

“Mulberry Grove” ก็เป็นแบรนด์ระดับ Super Luxury เหมือนกับครับ แต่จะเน้นไปที่การอยู่อาศัยเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่รวมกันหลายเจเนอเรชั่น เช่น ปู่ย่า พ่อแม่ ลูกหลาน โดยจะมีโครงการ Mulberry Grove สุขุมวิท เป็นคอนโด แต่ Mulberry Grove The Forestias จะมีทั้งคอนโดและบ้านเดี่ยว และ “The Aspen Tree” เป็นแบรนด์ที่สร้างมาเพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุโดยเฉพาะ จะบริการครบวงจรตั้งแต่การสร้างสังคม ที่อยู่อาศัย และการบริการเลย เรียกได้ว่าดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ โครงการ The Aspen Tree Residences จะสร้างที่ The Forestias ที่แรกครับ


ทำไมถึงต้องมาเป็น The Forestias?

“The Forestias” (เดอะ ฟอเรสเทียส์) สร้างขึ้นจากแนวคิดที่เชื่อว่ามนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ดังนั้นทาง MQDC จึงปั้นอภิมหาโปรเจคนี้ขึ้นมา ด้วยการเอาธรรมชาติเป็นเสมือนศูนย์กลาง และรายล้อมไปด้วยที่พักอาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้มนุษย์กับธรรมชาติ อยู่ร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แล้วคือเขาไม่ได้เจาะกลุ่มเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งนะ แต่เขาต้องการให้ทุกเจเนอเรชั่น ทุกเพศ ทุกวัย สามารถใช้ชีวิตด้วยกันได้ จะอยู่แบบคนเดียว อยู่เป็นคู่ อยู่เป็นครอบครัวได้หมด มีที่พักอาศัยรองรับหลายแบบ หลายสไตล์ อยู่ที่เราเลือกเลยว่าต้องการแบบไหน ยิ่งผู้สูงวัยคือหายห่วง มีคอนโดเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะด้วย ดูแลทุกสิ่งอย่างในชีวิตประจำวันไปจนถึงสุขภาพร่างกายและจิตใจ

นอกจากนี้เรื่องความยั่งยืนก็สำคัญครับ ซึ่ง MQDC เขาเน้นในเรื่องนี้อยู่แล้ว ดังนั้นก็จะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยทำให้ที่นี่อยู่ได้อย่างยั่งยืน เช่น ระบบ CUP ที่ช่วยจัดการการทำความเย็นและพลังงาน, ระบบ Water Management สำหรับบำบัดน้ำที่ใช้แล้ว เพื่อนำมารดน้ำในโครงการต่อครับ

ดังนั้น “The Forestias” จึงกลายเป็น World-class Residential Projects และ Smart City มีพื้นที่มากกว่า 398 ไร่ ที่นำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาอำนวยความสะดวกให้เราได้ใช้ชีวิตกันอย่างสบายมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นมิตรทั้งกับคนและสิ่งแวดล้อม แต่กว่าจะมาเป็น The Forestias นี่ไม่ใช่ง่ายๆ นะครับ เขามีได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก เพื่อรังสรรค์ทุกองค์ประกอบของโครงการนี้ให้ออกมาลงตัวมากที่สุด

สำหรับที่ปรึกษาด้านการออกแบบ วางผัง และงานสถาปัตยกรรม จะได้ Foster + Partners เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาดูแล อย่าง Apple Store ที่ ICONSIAM กับ Central World หรืออีกในหลายๆ ประเทศ ทาง Apple ก็ได้ร่วมมือกับ Foster + Partners ในการออกแบบด้วย ส่วน Atelier Ten จะช่วยวางแผนการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ITEC Entertainment ดูแลเรื่องสันทนาการและประสบการณ์เพื่อผู้อยู่อาศัย Six Senses ร่วมบริหารโรงแรมและที่อยู่อาศัยระดับ Super Luxury ส่วน Baycrest เป็นองค์กรจากแคนาดา ที่เชี่ยวชาญการดูแลผู้สูงวัยและ Global Solutions สุดท้ายคณะสาธารณสุข จาก Harvard University มาร่วมวิจัยการออกแบบพื้นที่ว่ามีผลกระทบอยางไรต่อสุภาพกายและสุขภาพจิตของมนุษย์

จากทั้งหมดที่กล่าวมาก็ได้กลายมาเป็น “The Forestias” (เดอะ ฟอเรสเทียส์) โปรเจคยักษ์ใหญ่ ที่เป็นเหมือนเมืองขนาดย่อม มีผู้คนอาศัยอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว และกิจกรรมมากมาย เป็นชุมชนที่อยู่อย่างยั่งยืนได้ทุกวัยเลย ซึ่งมูลค่าการลงทุนเรียกได้ว่ามหาศาล เพราะ MQDC ลงทุนไปกว่า 125,000 ล้านบาท เพื่อสร้างชุมชนที่สมบูรณ์แบบที่สุดครับ


ทำเลโครงการ

โครงการจะอยู่ติดกับถนนบางนา-ตราด ช่วง กม.7 แถมยังอยู่ใกล้ Mega Bangna เพียงโลกว่าๆ เท่านั้นเอง รอบๆ โครงการจะมีหมู่บ้านจัดสรรต่างๆ (บอกเลยว่าถ้าเพื่อนๆ ลองเปิด google maps มาดู จะเห็นหมู่บ้านจัดสรรเยอะมากกกกกกกกกก แถมยังอยู่ใกล้ๆ กันด้วย) คลังสินค้า และอาคารสำนักงาน หรือจะเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิก็อยู่ไม่ไกลจากโครงการเลย

ถ้าเพื่อนๆ เดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลักก็ค่อนข้างสะดวกสบายครับ เส้นบางนาจะเข้าไปในเมืองทางถนนสุขุมวิท จะไปเส้นศรีนครินทร์ หรือถนนกาญจนาภิเษก ก็เชื่อมต่อได้หลากหลายเส้นทาง นอกจากนี้ยังมีทางด่วนบูรพาวิถี ทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษก และทางด่วนฉลองรัช

นอกจากการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวแล้ว เพื่อนสามารถสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะได้ด้วย มีรถเมล์ แท็กซี่ และรถไฟฟ้าครับ สำหรับ BTS ที่ใกล้ที่สุดคือ BTS สถานีอุดมสุข และในอนาคตอันใกล้จะมีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองตรงถนนศรีนครินทร์ ใกล้สุดก็จะเป็น MRT สถานีศรีเอี่ยม โดยรถไฟฟ้าสายสีเหลืองจะพาเพื่อนๆ ไปยังรัชดา-ลาดพร้าวได้สะดวก หรือจะไปเทพารักษ์-สำโรงก็ง่ายมากยิ่งขึ้นครับ

จริงๆ The Forestias เองก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันอยู่แล้ว แต่ถ้าเพื่อนๆ อยากออกไปด้านนอกโครงการบ้าง ย่านนี้ก็คืออุดมสมบูรณ์มากครับ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า เลือกได้เลยจะไป Central บางนา, Central Village, Index Living Mall, Market Village, Mega บางนา, IKEA บางนา, Paradise Park, Seacon Square, Makro หรือ Foodland มีหมด ในอนาคตเองก็จะมี Bangkok Mall อยู่ตรงข้ามกับ Bitec บางนาด้วย

ย่านบางนาเป็นย่านที่มีคนอยู่เยอะมาก แล้วก็เป็นย่านที่มีสถานศึกษาเยอะมากเช่นกันครับ โดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น Bangkok Pattana School, Berkeley International School, Concordian International School, International Community School (ICS), Raffles American School. Thai-Singapore International School, The American School of Bangkok, Wells International School

ในส่วนของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้กับโครงการจะมีโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์, โรงพยาบาลศรีนครินทร์, โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ, โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์ และโรงพยาบาลไทยนครินทร์ เรียกได้ว่าเป็นทำเลที่มีสิ่งอำนวยความครบพร้อมทุกอย่าง การเดินทางก็สะดวก แถมในอนาคตก็ยังมีโครงการอีกมากมาย ทั้งที่อยู่อาศัยและ Mixed-use ด้วย


ใน The Forestias มีโครงการอะไรบ้าง?

ภายในอาณาจักรของ “The Forestias” (เดอะ ฟอเรสเทียส์) ผมคิดว่ามีครบเกินกว่าชุมชนนึงหรือเมืองนึงจะมีด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นไฮไลต์และศูนย์กลางของที่นี่อย่างป่าขนาดใหญ่กว่า 30 ไร่ อาคารสำนักงาน, ร้านค้า, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม, Sport Complex, Family Center, Town Center, Medical Complex และที่อยู่อาศัย เดี๋ยวผมจะมาแจกแจงให้เพื่อนๆ ได้ฟังกันครับ มาเริ่มจากไฮไลต์ของโครงการกันก่อนเลย

ต้นไม้ ใบหญ้า ผืนป่าและธรรมชาติ

ไฮไลต์ตัวชูโรงที่เขาเน้นมากๆ ของ “The Forestias” ก็คือผืนป่าและธรรมชาติขนาดใหญ่กว่า 30 ไร่นี่แหละ ซึ่งป่าที่ว่านี่ไม่ใช่การเอาต้นไม้มาจัดวางเรียงๆ เหมือนจัดสวนนะครับ เพราะที่นี่เขาตั้งใจให้มีเขตป่าลึก ด้วยพื้นที่กว่า 3.75 ไร่ ถามว่าเจ้าป่าลึกนี้มีอะไร บอกได้เลยว่า ป่าลึกจะเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่นานาชนิด เช่น นิโครธ พระเจ้าห้าพระองค์ เสี้ยวดอกขาว และยังเป็นที่พักพิงของสัตว์ต่างๆ ด้วย ดังนั้นบริเวณนี้เขาจะไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้าครับ ให้แค่เจ้าหน้าที่เข้าไปได้เท่านั้น

ส่วนผืนป่าใจกลางโครงการ จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อกับพื้นที่อื่นๆ ในโครงการ จุดนี้ลูกบ้านหรือผู้ที่พักอาศัยอยู่ในโครงการต่างๆ ของ “The Forestias” สามารถออกมาใช้งาน มาเดินเล่น มาเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติเหล่านี้ได้เลย เขาจะทำทางเดินเอาไว้ด้วยนะครับ เรียกว่า Canopy Walk เอาไว้ให้เราเดินชมต้นไม้และใบหญ้าได้อย่างใกล้ชิด (จะแบ่งเป็น Canopy Walk ของลูกบ้านกับ Canopy Walk สาธารณะ คนนอกเข้ามาใช้ได้ แต่ว่าทางจะสั้นกว่าเยอะ) หรือถ้าเราไม่อยากเดินบน Canopy Walk ก็ลงมาเดินด้านล่างได้นะ เขาก็ทำทางเดินไว้เหมือนกัน แถมยังมี Walkways หรือทางเดินธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วทั้งโครงการกว่า 300 ไร่ด้วย

นอกจากนี้ยังมีเส้นทางธรรมชาติให้เราได้ไปเดินสำรวจระบบนิเวศด้วย โดยเส้นทางธรรมชาตินี้จะมีพื้นที่ทางน้ำ ลานผีเสื้อ หอดูนก ฟาร์มออร์แกนิค และ Forest Pavillion หรือศูนย์การเรียนรู้แบบ Immersive Experience ที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศแบบยั่งยืน ให้ทั้งลูกบ้าน นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาค้นคว้าข้อมูลเหล่านี้ได้ แถมเขายังมีลานกิจกรรมด้วยนะครับ เราสามารถมาจัดกิจกรรม ทำแคมป์ปิ้ง งานอีเวนท์ จัดงานแต่งงาน หรืองานเทศกาลต่างๆ ได้

เอาจริงก็คือแค่โซนธรรมชาติของที่นี่ก็มีกิจกรรมให้ได้ทำเยอะมากกกกกกกก เขาไม่ได้ใส่ใจแค่จุดใดจุดหนึ่งนะครับ แต่ยังให้ความสำคัญไปถึงทางเดินรถ ทางเดินเท้า และถนนภายในโครงการด้วย คือตลอดเส้นทางของทางเดินก็จะมีความร่มรื่น มีต้นไม้ปกคลุม ช่วยสร้างความรู้สึกให้พื้นที่ภายในโครงการมีความน่าเดิน สดชื่น และเต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์ ผมว่าเป็นอะไรที่น่ามาเดินเล่นอยู่นะ มันคงจะดีถ้าเราได้เจอและเป็นเจ้าของธรรมชาติแบบนี้ในทุกๆ วัน โดยที่ไม่ต้องขับรถหรือนั่งรถไฟฟ้า เพื่อเดินทางไปหาธรรมชาติด้วยตัวเอง

อาคารสำนักงาน

สำหรับอาคารสำนักงานใน “The Forestias” คือจะเป็นทั้งสำนักงาน, Community Center ร้านค้า และ Family Center รวมกันอยู่ที่ตึกนี้ครับ น่าจะเป็นตึกที่คนเยอะที่สุดตึกนึงในโครงการเลย เพราะนอกจากจะมีพนักงานต่างๆ มาทำงานแล้ว ก็ยังมีพวกร้านที่ลูกบ้านและคนด้านนอกเข้ามาใช้บริการได้

Facilities ของโครงการ

ในส่วนของ Facilities และพื้นที่ส่วนกลาง ผมจะพูดรวมของทั้งอาณาจักรนี้นะครับ ส่วนแยกย่อยในแต่ละที่พักอาศัยนั้น เดี๋ยวเราจะมาแจกแจงกันอีกทีว่าแต่ละคอนโด แต่ละบ้านเขาให้อะไรบ้าง โดยเมือง “The Forestias” เนี่ย มีทั้ง Sport Complex ศูนย์กีฬาที่ให้ลูกบ้านมาออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม เวลาลูกบ้านไม่รู้จะทานอะไรหรือไม่รู้จะออกไปหาอะไรทานที่ไหน ก็มาทานที่ร้านอาหารที่อยู่ใน “The Forestias” ได้ครับ นอกจากจะใกล้แล้ว ยังเดินมาได้ด้วย ออกกำลังกายเบาๆ แถมยังได้ชมธรรมชาติไปในตัว นอกจากนี้ยังมี Town Center, โรงละคร, Event Hall และ Medical Complex ด้วย

ที่อยู่อาศัยโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ

“The Forestias” ค่อนข้างรวบรวมที่อยู่อาศัยเอาไว้แบบครบครันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนโด บ้านเดี่ยว โรงแรม หรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โดยจะมี 4 แบรนด์หลักอย่าง Whizdom, Mulberry Grove, The Aspen Tree และ Six Senses ครับ ซึ่งแต่ละแบรนด์ที่อยู่อาศัยจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป เราจะไล่เรียงไปทีละอันเลยนะฮะ


4 แบรนด์ที่อยู่อาศัย กับ 4 สไตล์ที่ลงตัว

ในโครงการ The Forestias จะใช้ทั้งหมด 4 แบรนด์ คือ Whizdom เป็นคอนโด High Rise ที่ทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และเลี้ยงสัตว์ได้ Mulberry Grove เป็นแบรนด์ระดับ Super Luxury มีทั้งคอนโด Low Rise และบ้านเดี่ยว The Aspen Tree เป็นคอนโดสำหรับผู้สูงวัย อายุ 50 ปีขึ้นไป ดูแลแบบครบวงจรตั้งแต่สุขภาพยันการใช้ชีวิต และ Six Senses จะมี Six Senses Hotels Resorts Spas เข้ามาบริหาร มีทั้งบ้านเดี่ยวและโรงแรมครับ แต่ละโครงการจะมียูนิตและราคา ดังนี้

  • Whizdom เป็นคอนโด High Rise 3 อาคาร มีห้องพักอาศัย 825 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5.19 ล้านบาท
  • Mulberry Grove
    • บ้านเดี่ยว 37 หลัง ราคาเริ่มต้น 152 ล้านบาท
    • คอนโด Low Rise 6 อาคาร มีห้องพักอาศัย 269 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท
  • The Aspen Tree ราคาเริ่มต้น 27 ล้านบาท
    • คอนโด High Rise 3 อาคาร มีห้องพักอาศัยทั้งหมด 250 ยูนิต
    • คอนโด Low Rise 2 อาคาร มีห้องพักอาศัยทั้งหมด 40 ยูนิต
  • Six Senses
    • เป็นวิลล่าหรู 27 หลัง ราคาเริ่มต้น 172 ล้านบาท
    • โรงแรม 60 ห้อง และโครงการพักอาศัย 50 ห้อง

Whizdom The Forestias

Whizdom เป็นแบรนด์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่มีความแอคทีฟ ดังนั้นจุดเด่นของแบรนด์นี้ก็คือทำเลที่สะดวกสบาย ดีไซน์ที่ทันสมัย และสาธารณูประโภคที่ครบครันครับ จุดเด่นของ Whizdom The Forestias ที่ไม่เหมือนกับแบรนด์ Whizdom อื่นๆ ที่ผ่านมา คือมี 3 อาคาร สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ ทำเลไม่ได้ติดรถไฟฟ้า แต่มีป่าขนาดใหญ่ที่เราสามารถไปทำกิจกรรมได้ ที่สำคัญคือได้วิวธรรมชาติแบบเต็มๆ ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ ในเมืองครับ

สำหรับโครงการ Whizdom The Forestias จะเป็นคอนโด 3 อาคาร บนพื้นที่ทั้งหมด 8-0-86.1 ไร่ แต่ละอาคารก็จะมีชื่อของตัวเองด้วย คือ Destinia, Mytopia และ Petopia ครับ รวมแล้วทั้งหมดจะมีห้องพักอาศัย 1,119 ยูนิต สำหรับ Destinia กับ Mytopia อาคารจะสามารถเชื่อมต่อกันได้ เหมาะสำหรับคู่รักหรือครอบครัวที่มีลูกเล็ก ส่วน Petopia จะแบ่งแยกชัดเจน เป็นอาคารสำหรับเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ จะได้สะดวกและสบายใจสำหรับคนชอบเลี้ยงสัตว์ฮะ


Destinia & Mytopia

ทั้งสองอาคารนี้ความสูงจะต่างกันนะครับ Destinia จะมีทั้งหมด 50 ชั้น ส่วน Mytopia มี 42 ชั้น รวมแล้วจะมีห้องพักอาศัยทั้งหมด 825 ยูนิต เขาให้ที่จอดรถมาค่อนข้างเยอะเลยครับ 102% มีทั้งแบบที่เป็น Automated Parking และ Conventional Parking ใครสะดวกจอดรถแบบอัตโนมัติหรือวนจอดแบบปกติก็ทำได้ทั้งคู่ฮะ ห้องพักอาศัยมีให้เลือกหลายแบบเลย รองรับจำนวนสมาชิกในครอบครัวได้เยอะมากๆ โดยจะเริ่มที่ 34 – 183 ตารางเมตรครับ มีตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง Duplex Penthouse เลย ใครที่ชอบห้องสไตล์ Loft หรือห้องแบบ Duplex มีความ 2 ชั้น ความขึ้นบันไดไปห้องนอน ที่นี่เขาก็มีให้เลือกด้วยเหมือนกัน

ข้อมูลโครงการ

เนื้อที่โครงการ : 5-3-96.2 ไร่
จำนวนห้องพัก :825 ยูนิต แบ่งเป็น Destinia มี 465 ยูนิต / Mytopia มี 360 ยูนิต
รูปแบบโครงการ :High Rise 2 อาคาร Destinia มี 50 ชั้น / Mytopia มี 42 ชั้น
ที่จอดรถ :102% (มีทั้งที่จอดรถอัตโนมัติและแบบวนจอดปกติ)
แบบห้อง :1 Bedroom ขนาด 34 – 42 ตารางเมตร
1 Bedroom Loft ขนาด 39 – 58 ตารางเมตร
2 Bedroom ขนาด 57 – 73 ตารางเมตร
3 Bedroom ขนาด 92 – 93 ตารางเมตร
Duplex ขนาด 104 – 133 ตารางเมตร
Penthouse ขนาด 160 – 190 ตารางเมตร
Forest Duplex Penthouse ขนาด 159 – 183 ตารางเมตร
ราคา :ราคาเริ่มต้น 5.14 ล้านบาท


Facilities และพื้นที่ส่วนกลาง

สำหรับ Facilities และพื้นที่ส่วนกลางคือเยอะอยู่นะ โดยส่วนกลางจะอยู่ในชั้น 1 7 8 9 และดาดฟ้าครับ ชั้น 1 จะมี Arrival Courtyard, Forest Lobby, Breakfast Lounge, Waiting Lounge, Back Garden&Tree House เอาจริงผมเพิ่งเคยเห็นคอนโดมี Breakfast Lounge ด้วย ก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่ดีฮะ

ชั้น 7 จะมี Pool Lounge มี Co-living Space ที่อยู่ติดกับสระว่ายน้ำ มีพื้นที่ทำงาน พื้นที่นั่งเล่น แล้วก็ยังมีบาร์ขนาดใหญ่ด้วย โดยใจกลางของห้องจะมีต้นไม้สูงไปจนถึงชั้น Fitness ด้านบนเลยครับ นอกจากนี้ยังมี Social Lounge, Kids Club, Infinity-edged Pool, Kids Pool, Jacuzzi, Hydrotherapy, Sauna และ Pavilion

ชั้น 8 มี Semi-outdoor Gym, Fitness and E-sport, Yoga and Exercise Studio และ Kids Gym ส่วนชั้น 9 เป็น Playground, Sandpit, Climbing Wall, BBQ Pit และ Laundry Room ส่วนชั้นดาดฟ้าเป็น Sky Garden with Vegetable and Herb Corner

ห้องตัวอย่าง

ถ้าห้องแบบปกติของที่นี่ ความสูงเพดานจะอยู่ที่ 2.8 เมตร แต่ถ้าเป็นห้องสไตล์ Loft จะสูง 5.4 เมตรครับ แถมห้อง Loft ยังได้ครัวปิดด้วย พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวางครับ ส่วนห้องนอนจะอยู่ชั้นลอย

ห้อง Loft ว่าเพดานสูงแล้วใช่มั๊ยครับ แต่ห้อง Duplex สูงกว่า จุกๆ ไปเลย 6 เมตร

ปกติพวกห้อง Penthouse มักจะอยู๋ชั้นสูงๆ ใช่มั๊ยครับ แต่ที่นี่ชั้นไม่สูงมากก็มี เพราะเขาอยากให้ลูกบ้านได้เปิดออกไปยืนที่ระเบียงแล้วมองเห็นผืนป่า สูดธรรมชาติ และพักผ่อนได้อย่างอิสระ


Petopia

สำหรับ Petopia อาคารก็จะอยู่ข้างๆ กันกับ Destinia & Mytopia เพียงแต่ไม่มีทางเชื่อมเพื่อเดินไปยังอาคารอื่นๆ เท่านั้นเอง อาคาร Petopia จะสูง 43 ชั้น มีห้องพักอาศัยทั้งหมด 294 ยูนิต ที่จอดรถ 98% ทั้งแบบจอดอัตโนมัติและจอดวนปกติ ส่วนแบบห้องจะมีตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง Duplex Penthouse สิ่งที่ต่างจากอีก 2 อาคาร คือไม่มีห้อง 1 Bedroom Loft และพื้นที่ห้องแต่ละแบบก็จะต่างกันอยู่หน่อยฮะ

ข้อมูลโครงการ

เนื้อที่โครงการ :2-0-89.9 ไร่
จำนวนห้องพัก :294 ยูนิต
รูปแบบโครงการ :High Rise 43 ชั้น 1 อาคาร
ที่จอดรถ :98% (มีทั้งแบบจอดรถอัตโนมัติและวนจอดปกติ)
แบบห้อง :1 Bedroom ขนาด 34 – 44 ตารางเมตร
2 Bedroom ขนาด 58 – 79 ตารางเมตร
3 Bedroom ขนาด 97 – 99 ตารางเมตร
Duplex ขนาด 60 – 164 ตารางเมตร
Penthouse ขนาด 154 – 206 ตารางเมตร
Forest Duplex Penthouse ขนาด 73 – 128 ตารางเมตร
ราคา :ราคาเริ่มต้น 5.14 ล้านบาท


Facilities และพื้นที่ส่วนกลาง

ในส่วนของ Facilities และพื้นที่ส่วนกลาง จะมีทั้งชั้น 1 2 8 และดาดฟ้าครับ โดยชั้น 1 จะมี Forest Lobby เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้จะมีทั้งหินและไม้ พวกพื้นต่างๆ ที่เขาใช้ก็คำนึงถึงความเหมาะสมต่อสัตว์เลี้ยงด้วยนะครับ, Breakfast Lounge, Waiting Lounge, Jogging Track, Pet Playground, Pet Day Care และ Vending Machine

ชั้น 2 จะมี Meeting Room และ Co-working Space เราสามารถนำน้อนแมวเข้ามาในห้องได้นะครับ เปลี่ยนบรรยากาศทำงานที่ห้อง พาแมวมาวิ่งเล่นที่นี่ ส่วนเรานั่งทำงานไป ดูแมวไปเพลินๆ ครับ ชั้นนี้จะมีชั้นลอยด้วย ซึ่งชั้นลอยนี้เป็น Forest Lounge ฮะ ที่ชื่อว่า Forest Lounge ก็เพราะว่าเมื่อเรามองออกไปยังด้านผ่านทางหน้าต่าง เราจะเห็นต้นไม้และผืนป่าสีเขียวเต็มไปหมด เรียกได้ว่าสายตาของเราจะมีแต่ธรรมชาติเลยแหละ เป็นห้องที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนสมองและสายตามากๆ

ชั้น 8 มี Swimming Pool, Kids Pool, Jacuzzi, Steam Room, Fitness, Changing Room&Lockers, Pet Playground, Laundry Room, Pet Drinking and Waste Area, มีห้องสำหรับน้อนแมวอย่าง Co-working Space ก็ต้องมีห้องน้อนหมาอย่าง Relaxation Room ห้องนี้น้อนหมาเข้ามาพักผ่อนได้ หรือจะวิ่งเล่นข้างนอกแล้วเจ้าของอย่างเรานั่งมองอยู่ในห้องก็ได้ พวกเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้เขาก็สรรหาในสิ่งที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของเราครับ สุดท้ายเป็นดาดฟ้าที่มี Sky Garden with Vegetable and Herb Corner

ห้องตัวอย่าง

อาคาร Petopia เขาจะเน้นวัสดุที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงของเรา ตั้งแต่พื้นยันผนังเลย นอกจากจะกันรอยขีดข่วนแล้ว ยังทำความสะอาดง่ายด้วย แล้วห้องน้ำเขาก็จะมีมุมอาบน้ำสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะด้วย ที่สำคัญคือมีประตูสำหรับน้อนๆ มาพร้อมระบบเซ็นเซอร์ เราสามารถรับรู้ได้ว่าตอนนี้น้อนๆ อยู่ในห้องหรือระเบียง ซึ่งระเบียงจะทำแบบปิด น้อนๆ ทั้งหลายจะได้ออกมาใช้พื้นที่ที่ระเบียงได้ด้วยครับ

เขาค่อนข้างจะทำให้ห้องนั่งเล่นอยู่ติดกับระเบียง เพราะเป็นพื้นที่ที่เราจะใช้งานค่อนข้างนาน นอกจากเราจะได้ชมวิวไปด้วยดูทีวีไปด้วย เล่นกับสัตว์เลี้ยงไปด้วยแล้ว น้อนๆ ของเราก็จะเพลิดเพลินไปกับวิวเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวขนาดเล็ก ใหญ่ หรืออยู่คนเดียว ก็มีห้องหลากหลายขนาดไว้รองรับครับ


Mulberry Grove

แบรนด์ Mulberry Grove จะเป็นที่อยู่อาศัยระดับ Super Luxury เน้นการอยู่อาศัยแบบครอบครัว สามารถอยู่ร่วมกันได้หลายเจเนอเรชั่น เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัวฮะ ซึ่งแบรนด์นี้เพิ่งจะมีได้ไม่นานนัก ถ้าไม่นับที่ The Forestias จะมีโครงการเดียวคือ Mulberry Grove สุขุมวิทครับ (อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง)

สำหรับ Mulberry Grove The Forestias จะมี 2 โครงการด้วยกัน คือเป็นคอนโด Low Rise กับบ้านเดี่ยวครับ โดยบ้านเดี่ยวหรือที่ทางโครงการเรียกว่าวิลล่าจะมีทั้งหมด 37 หลังด้วยกัน มีพื้นที่เริ่ม 1,203 – 1,724 ตารางเมตร ส่วนคอนโดจะมีทั้งหมด 6 อาคาร รวม 269 ยูนิต ขนาดเริ่มต้น 63 – 1027 ตารางเมตร เรียกได้ว่า Penthouse ของคอนโดขนาดเทียบเท่าวิลล่าเลยฮะ และถึงแม้จะเป็นแบรนด์เดียวกัน แต่ Facilities และพื้นที่ส่วนกลางเขาแยกกันนะครับ วิลล่าก็มีส่วนกลางของตัวเอง คอนโดก็มีส่วนกลางของตัวเอง


Mulberry Grove The Forestias Condominiums

มาเริ่มที่ตัวคอนโดกันก่อนเลยครับ สำหรับคอนโดของ Mulbeery Grove The Forestias ออกแบบโดย Foster + Partners มีทั้งหมด 6 อาคารด้วยกัน แต่ละอาคารจะสูง 7 – 8 ชั้น มีที่จอดรถ 100% มีห้องพักอาศัยทั้งหมด 269 ยูนิต เริ่มที่ 1 Bedroom ไปจนถึง Penthouse โดยมีขนาดเริ่มต้นที่ 63 – 1027 ตารางเมตรครับ (เยอะมากเอาจริง ทั้งขนาดเริ่มต้นและขนาดใหญ่สุด)

ถึงแม้จะมีอาคารพักอาศัยถึง 6 อาคาร แต่เขาไม่ได้เรียกแต่ละอาคารว่าตึก A B C นะครับ แต่ละตึกจะมีชื่อของตัวเองด้วย อย่าง T1 ในแผนที่มีชื่อว่า “CAREBERRY” อาคารนี้จะอยู่ใกล้กับโซนวิลล่ามากที่สุด ส่วน T2 เรียกว่า “HILLSBERRY”, T3 เป็น “CLANBERRY”, T4 คือ “BLOOMBERRY”, T5 คือ “SILKSBERRY” และ T6 คือ “WISEBERRY” จำชื่อกันสนุกเลยแหละ 555

ข้อมูลโครงการ

เนื้อที่โครงการ :16-0-78.2 ไร่
จำนวนห้องพัก :269 ยูนิต
รูปแบบโครงการ :Low Rise 7 – 8 ชั้น 6 อาคาร
ที่จอดรถ :100%
แบบห้อง :1 Bedroom ขนาด 63 – 75 ตารางเมตร
2 Bedroom ขนาด 99 – 101 ตารางเมตร
3 Bedroom ขนาด 151 – 226 ตารางเมตร
1 Bedroom Duplex ขนาด 145 – 160 ตารางเมตร
2 Bedroom Duplex ขนาด 225 ตารางเมตร
3 Bedroom Duplex ขนาด 227 – 438.17 ตารางเมตร
Penthouse ขนาด 705 – 1027 ตารางเมตร
ราคา :ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท


Facilities และพื้นที่ส่วนกลาง

สำหรับ Facilities และพื้นที่ส่วนกลาง ผมจะแบ่งเป็น Indoor กับ Outdoor นะครับ สำหรับ Indoor ที่ทุกอาคารจะมีเหมือนกัน คือ Reception and Lobby, Event Space and Coffee Bar, Family Dining Area, Co-working Space, Meeting Room และ Fitness

ส่วน Outdoor ก็จะมี Putting Green Zone, The Creek Zone, Climbing Wall, The Waterfall Zone, Forest Amphitheater Zone, Exercise Station, Lap Pool, Kid’s Pool, Water Feature Zone, Outdoor Living Terrace Zone, Jacuzzi, Pool Deck, Onsen, Multi-purpose Lawn, Playground Zone และ Yoga Deck Zone

ห้องตัวอย่าง

ด้วยความที่ห้องขนาดเริ่มต้นก็ 63 ตารางเมตรแล้ว ทำให้เรามีพื้นที่ใช้สอยค่อนข้างเยอะครับ แถมเป็นอาคาร Low Rise ด้วย วิวที่ได้ค่อนข้างใกล้ชิดกับธรรมชาติแทบทุกชั้นเลยแหละ

ห้องนี้ระเบียง 2 ฝั่งเลยครับ ได้ทั้งวิว แสงแดด และลมแบบเต็มๆ


Mulbeery Grove The Forestias Villas

บ้านของ Mulbeery Grove The Forestias Villas ก็ออกแบบโดย Foster + Partners เหมือนกันฮะ จะเป็นบ้านเดี่ยว มีทั้ง 3 และ 4 ชั้น ทั้งหมด 37 หลัง โดยจะมีบ้านให้เลือกทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน คือ ROSEBERRY เป็นขนาดเริ่มต้น มี 4 ห้องนอน ทั้งโครงการมี 11 หลัง VISIONBERRY มี 5 ห้องนอน เป็นขนาดกลางที่มีทั้งหมด 20 หลัง และ LEGENDBERRY มี 6 ห้องนอน และจะมีเพียง 6 หลังเท่านั้นครับ

ข้อมูลโครงการ

เนื้อที่โครงการ :26-0-77.75 ไร่
จำนวนบ้าน :37 หลัง
– ROSEBERRY 11 หลัง
– VISIONBERRY 20 หลัง
– LEGENDBERRY 6 หลัง
รูปแบบโครงการ :บ้านเดี่ยว 3 – 4 ชั้น
แบบบ้าน :– ROSEBERRY 4 ห้องนอน ที่ดิน 140 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 1,023 ตารางเมตร
– VISIONBERRY 5 ห้องนอน ที่ดิน 165 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 1,246 ตารางเมตร
– LEGENDBERRY 6 ห้องนอน ที่ดิน 210 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 1,724 ตารางเมตร
ราคา :ราคาเริ่มต้น 152 ล้านบาท


อารมณ์บ้านของ Mulberry Grove Villas ก็จะประมาณนี้ครับ มีความโมเดิร์นที่รายล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียว กระจกแบบ Full Height มองเห็นวิวด้านนอกได้เต็มๆ แถมยังทำให้บ้านดู โปร่ง โล่ง สบายมากยิ่งขึ้นด้วย

เดี๋ยวเราจะพาเพื่อนไปดูแบบแปลนบ้านแต่ละหลังกันว่าผังจะเป็นยังไง แต่ละชั้นมีห้องอะไรบ้าง มีพื้นที่อะไรให้เราใช้สอย จอดรถได้กี่คัน ห้องนอนอยู่ตรงไหน มีห้องน้ำกี่จุด ไปดูกันฮะ

Legendberry Villa

6 ห้องนอน 6 ที่จอดรถ ที่ดิน 210 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 1,724 ตารางเมตร

บ้านไทป์นี้ขนาดใหญ่ที่สุดในโครงการ มีทั้งหมด 4 ชั้นด้วยกัน บ้านทุกหลังมีลิฟต์ให้ มีพื้นที่ล้างรถแยกออกมาจากพื้นที่ล้างรถด้วย ปกติเรามักจะเห็นบ้านหลังใหญ่ๆ มีห้องแม่บ้านใช่มั๊ยครับ แต่ที่นี่เขามีห้องนอนให้คนขับรถแยกออกมาตางหากเลย นอกจากนี้ยังมีสวนใจกลางบ้าน สระว่ายน้ำ เรือนกระจก ห้องพระ ห้องออกกำลังกาย และห้องนอนทุกห้องจะมีระเบียงส่วนตัวของใครของมันด้วย ประตูทางเข้าจะมี 2 ทาง คือประตูทางลานจอดรถ และประตูทางด้านหน้าบ้าน

ชั้น 1

ชั้น 2

ชั้น 3

ชั้น 4


Visionberry Villa

5 ห้องนอน 5 ที่จอดรถ ที่ดิน 165 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 1,246 ตารางเมตร

สำหรับบ้านไทป์นี้จะมี 3 ชั้นบนดิน และ 1 ชั้นใต้ดิน ที่จอดรถจะอยู่ใต้ดินทั้งหมดครับ นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำ สวน ห้องพระ และห้องทำงาน ห้องนอนทุกห้องจะมีห้องน้ำในตัว แต่บางห้องจะไม่มีระเบียงให้

ชั้น B1

ชั้น 1

ชั้น 2

ชั้น 3


Roseberry Villa

4 ห้องนอน 4 ที่จอดรถ ที่ดิน 140 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 1,023 ตารางเมตร มีลิฟต์

บ้านไทป์ Roseberry Villa จะคล้ายกับ Visionberry Villa ครับ ชั้นใต้ดินจะเป็นที่จอดรถเหมือนกัน สวนกับชานบ้านค่อนข้างกว้าง มีทั้ง Family Room และ Living Room มีห้องพระ ลิฟต์ และครัวไทยขนาดใหญ่

ชั้น B1

ชั้น 1

ชั้น 2

ชั้น 3


ส่วนกลางของ Mulberry Grove Villas จะมี Clubhouse กับสระว่ายน้ำ วิวคือเหมือนไปเที่ยวรีสอร์ท ธรรมชาติเว่อ แล้วยิ่งมีบ้านไม่กี่หลัง ส่วนกลางก็จะไม่พลุกพล่าน มีความเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนครับ


The Aspen Tree

โครงการ The Aspen Tree พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบของที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป สามารถอยู่ที่นี่ไปได้ตลอดชีวิต โดยเขาจะมีบริการต่างๆ ครบวงจรเลยครับ ที่สำคัญคือมีการดูแลทางการแพทย์ด้วย บอกเลยว่าเขาไม่ได้มาเล่นๆ นะ จัดเต็มมากสำหรับโครงการนี้ โดยในโครงการจะแบ่งเป็น 4 พื้นที่ใหญ่ๆ คือ Active Living Condominiums เป็นคอนโด High Rise, Sky Villa Residences เป็นคอนโด Low Rise, Wellness Clubhouse และ Health&Brain Center ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 27 ล้านบาท เดี๋ยวเรามาดูแต่ละโซนเลยครับว่ามีอะไรบ้าง


Active Living Condominiums

ถึงแม้ผมจะบอกว่า Active Living Condominiums เป็นคอนโด High Rise ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทำเป็นตึกสูงเท่า Whizdom นะครับ ทั้ง 3 อาคารจะสูง 13, 18 และ 22 ชั้น มีห้องพักอาศัยทั้งหมด 250 ยูนิต มีขนาดตั้งแต่ 83.02 – 124.06 ตารางเมตรครับ แต่ละห้องจะได้เพดานสูง 3 เมตรทั้งหมด ที่จอดรถมีให้ยูนิตละคันเลยครับ แล้วที่นี่ทางเดินจะเป็น Single-loaded Corridor Facing Forest View ด้วย คือไม่มีห้องที่อยู่ตรงข้ามกับเรา ทุกห้องอยู่ฝั่งเดียวกัน แล้วเวลาเปิดประตูออกไปก็จะเจอกับวิวป่าอันเขียวขจีครับ

แปลนอาคาร

แต่ละชั้นจะมีห้องพักอาศัยประมาณ 5 ยูนิต มีลิฟต์ 3 ตัว และเซอร์วิสลิฟต์ 1 ตัว มีบันไดหนีไฟ 2 ทาง แปลนจะเหมือนกันในทุกชั้นเลยครับ ที่นี่จะเน้นห้องใหญ่ ยูนิตไม่เยอะ เพื่อให้ผู้สูงวัยอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่แออัด มีพื้นที่ให้ได้พักผ่อนกันแบบเต็มที่

แปลนห้อง

แปลนห้องของ Active Living Condominiums จะมีทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน คือ 1 Bedroom ขนาด 83.02 – 83.76 ตารางเมตร (มี 50 ยูนิต), 1 Bedroom Plus Den ขนาด 85.34 – 86.44 (มี 100 ยูนิต) และ 2 Bedroom ขนาด 123.32 – 124.06 ตารางเมตร (มี 100 ยูนิต)

1 Bedroom ขนาด 83.02 – 83.76 ตารางเมตร และ 1 Bedroom Plus Den ขนาด 85.34 – 86.44 ตารางเมตร

ห้อง 1 Bedroom ขนาด 83.02 – 83.76 ตารางเมตรนี้จะเป็นขนาดเริ่มต้นของอาคาร Active Living Condominiums ครับ แค่ห้องขนาดที่เล็กที่สุดก็คือแสนใหญ่แล้วนะ โดยแปลนนี้จะมีทั้งหมด 50 ยูนิต ได้ครัวปิด มีห้องน้ำ 2 ห้อง คือห้องน้ำแขก กับห้องน้ำในห้องนอน มี Walk-in Closet มีโซนทานอาหาร โซนนั่งเล่น มุมพักผ่อน เรียกได้ว่ามีพื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือสำหรับการใช้งานครับ ส่วนห้อง 1 Bedroom Plus Den ขนาด 85.34 – 86.44 ตารางเมตร มีห้องไม่ต่างกัน ที่เพิ่มเติมคือมีห้องอเนกประสงค์เข้ามาฮะ

2 Bedroom ขนาด 123.32 – 124.06 ตารางเมตร

มีทั้งหมด 100 ยูนิต เป็นห้องขนาดใหญที่สุดของอาคาร Active Living Condominiums ห้องนี้จะมี Foyer เหมือนกัน มี 2 ห้องน้ำ แต่จะไม่ใช่แค่ห้องน้ำแขกแล้ว เพราะเป็นห้องน้ำที่ห้องนอนที่ 2 ใช้ร่วมด้วยครับ ก็จะมีห้องอาบน้ำเพิ่มเข้ามา เขาแบ่งห้องออกเป็น 2 โซน คือโซนห้องนอนอยู่ฝั่งซ้าย และห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องทานอาหาร และระเบียงจะอยู่รวมกันในโซนฝั่งขวา ครับ

ด้วยความที่เป็นโครงการของผู้สูงวัย ดังนั้นเขาจะมีระบบรักษาความปลอดภัยต่างๆ มาให้ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มกดฉุกเฉิน, Motion Sensors with Automatic Night Light เซ็นเซอร์เปิดปิดไฟอัตโนมัติตอนกลางคืน ไม่ต้องกลัวว่าปิดไฟแล้วถ้าอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำหรือไปไหนจะต้องคอยเปิดไฟ เพราะเขามีเซ็นเซอร์ให้ แค่เราลุกออกจากเตียงไฟก็จะเปิดสว่างเพื่อให้เราเดินได้อย่างสะดวกฮะ แล้วก็มีราวจับในห้องน้ำให้ด้วย พื้นก็เป็นแบบกันลื่น มีอุปกรณ์สวมใส่ที่จะช่วยดูในเรื่องของสุขภาพ ความปลอดภัย และอำนวยความสะดวก มีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และมี Emergrncy Electricity Backup System ครับ


Sky Villa Residences

สำหรับ Sky Villa Residences จะมีทั้งหมด 2 อาคารด้วยกัน แต่ละอาคารจะสูง 5 ชั้นครับ จะมีห้องพักอาศัยเพียง 40 ยูนิตเท่านั้นเอง ความพิเศษของ Sky Villa Residences คือจะมีเพียง 2 Bedroom เท่านั้น ขนาดเริ่มต้นที่ 184.17 – 243.93 ตารางเมตร แถมความสูงของเพดานก็อยู่ที่ 3.5 เมตรด้วย คือโปร่งโล่งมากครับ อยู่แล้วไม่อึดอัดแน่นอน แล้วเขาก็ให้ที่จอดรถยูนิตละ 2 คันด้วยนะ อ่อ แล้วก็จะมียูนิตพิเศษด้วยครับ เป็นยูนิตที่มีสวนเป็นของตัวเอง ให้อารมณ์เหมือนเราอยู่บ้านเลยแหละ

แปลนอาคาร

อาคาร Sky Villa Residences แปลนทั้ง 5 ชั้นจะเหมือนกันทั้งหมดเลยครับ แต่เพิ่มความพิเศษตรงที่ห้องชั้น 1 จะมีพื้นที่สวนส่วนตัวทุกห้อง ตรงกลางจะเป็น Lobby ซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่าง 2 อาคาร หรือจริงๆ จะประตูอาคารใครอาคารมันก็ได้ ลิฟต์แต่ละอาคารมี 4 ตัว และเซอร์วิสลิฟต์ 1 ตัว เอาจริงคือแต่ละชั้นเหมือนได้ลิฟต์ส่วนตัวเลยครับ

แปลนห้อง

แปลนห้องของอาคาร Sky Villa Residences จะมีทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน คือ 2 Bedroom Plus Den ขนาด 243.93 ตารางเมตร, 2 Bedroom Plus Den ขนาด 213.77 – 214.97 ตารางเมตร, 2 Bedroom Plus Den ขนาด 202.93 ตารางเมตร และ 2 Bedroom Plus Den ขนาด 184.17 ตารางเมตร จริงๆ แล้วจะบอกว่ามีห้อง 2 แบบก็ได้นะครับ เพราะต่างกันแค่มีสวนไม่มีสวนเท่านั้นเอง นอกนั้นแปลนจะหน้าตาเหมือนกันเลย

2 Bedroom Plus Den ขนาด 243.93 ตารางเมตร และ 2 Bedroom Plus Den ขนาด 202.93 ตารางเมตร

ผมขอรวบแปลนนะครับ เพราะหน้าตาเหมือนกัน ต่างกันแค่สวน โดยด้านซ้ายจะเป็น 2 Bedroom Plus Den ขนาด 243.93 ตารางเมตร มีทั้งหมด 2 ยูนิต และด้านขวาเป็น 2 Bedroom Plus Den ขนาด 202.93 ตารางเมตร มี 8 ยูนิต เปิดประตูมาจะเจอ Foyer ก่อนเลย มีห้องน้ำแขกอยู่ด้านหน้าด้วย โซนห้องนอนก็แบ่งแยกออกไปอยู่ทางปีกซ้ายของห้อง แต่ละห้องมีห้องน้ำส่วนตัว นอกจากจะได้ครัวปิดแล้ว ยังมีเคาน์เตอร์บาร์ด้านนอกและครัวไทยให้ด้วย โซนนั่งเล่นกับทานอาหารจะใช้ร่วมกัน มีห้องทำงานแยก ส่วนระเบียงเป็นแบบปิดครับ แต่เปิดหน้าต่างรับลมได้ ที่สำคัญคือมีสวนส่วนตัวจ้า ขี้เกียจเดินออกไปข้างนอกหรอ นี่ไง ในห้องก็มีทั้งต้นไม้ พื้นที่สีเขียว และธรรมชาติให้เราได้เสพ แสนครบครันครับ

2 Bedroom Plus Den ขนาด 213.77 – 214.97 ตารางเมตร และ 2 Bedroom Plus Den ขนาด 184.17 ตารางเมตร

สองแปลนนี้ก็ต่างกันตรงที่ไม่มีสวนฮะ นอกนั้นหน้าตาเหมือนกันเด๊ะ 2 Bedroom Plus Den ขนาด 213.77 – 214.97 ตารางเมตร จะมี 6 ยูนิต ส่วน 2 Bedroom Plus Den ขนาด 184.17 ตารางเมตร จะมี 24 ยูนิต มี 3 ห้องน้ำเหมือนเดิม ห้องน้ำแขกอยู่ด้านหน้า ห้องน้ำใหญ่ก็อยู่ในห้องนอนใหญ่ แต่ว่าห้องน้ำเล็ก ไม่ได้อยู่ในห้องนอนเล็ก แต่อยู่ตรงข้ามห้องแทน ดังนั้นแขกก็สามารถใช้ห้องน้ำเล็กนี้ได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังได้ครัวปิด มีครัวไทยแยก โซนนั่งเล่นรวมกับทานอาหาร มีห้องทำงานอยู่ติดกับระเบียง แล้วก็มีสวนส่วนตัวครับ

หน้าตาห้องตัวอย่างก็จะประมาณนี้ครับ


Wellness Clubhouse and Facilities

อาคารพักอาศัยทั้ง Active Living Condominiums และ Sky Villa Residences จะมีแต่ห้องพักอาศัยเท่านั้นนะครับ ไม่มีพวก Facilities เพราะว่า Facilities กับพื้นที่ส่วนกลาง และบริการต่างๆ จะมาอยู่ใน Wellness Clubhouse ทั้งหมด ซึ่งบอกเลยว่ามีเยอะมาก คือแค่สระว่ายน้ำก็มีทั้งนอกอาคารและในอาคารแล้ว แถมยังมี Fitness&Yoga Studio, Golf Simulator Room, Open Library snd Cafeteria, Business Lounge, Multipurpose Room, Spa&Beauty Salon, Art&Craft Room, All Day Restaurant&Private Dining Room, Specialty Restaurant, Media&Theater Room, Karaoke Room, Meditation Room, Concierge, Geriatric Clinics&Residential VIP Lounge, Outdoor Activity Areas, Covered Walkway, Seasonal Garden และ Therapeutic Garden คือเยอะมากเอาจริง ครบไม่ไหว น่าจะเป็นผู้สูงวัยที่บันเทิงมากแน่นอนถ้าได้ใช้ชีวิตที่นี่

เมื่อกี้เป็นใน Clubhouse ใช่มั๊ยครับ แต่จริงๆ ในตัวโครงการเองก็ยังมี Facilities อื่นๆ อีกนะ ไม่ว่าจะเป็น Glasshouse, Barbecue Pits, Multipurpose Lawn, Walking Trails, Organic Farm, Outdoor Seating Area และ Event Lawn คือใครสะดวกพักผ่อนใน Clubhouse หรือจะออกมาด้านนอกก็มีกิจกรรมให้ทำแบบจุกๆ ครับ

นอกจากนี้ที่ The Aspen Tree เขายังมีบริการต่างๆ ทั้ง Health&Medical Care Support, 24-hour Emergency Response, Special Discount&Priority Access to Clinics at The Aspen Tree Health and Brain Center, Right to Transfer to Long-term Care Residential Units at The Aspen Tree Health and Brain Center, Complimentary Daily Breakfast at All Day Restaurant, Weekly Housekeeping, Customized Activities for Brain&Wellness and Exercise Programs, 24-hour Concierge Services, Valet Parking and Buggy Service และ Shuttle Bus ใน The Forestias

ยังไม่หมดแค่นี้ฮะ การบริการเขาเยอะมากจริง เพราะยังมี Spa&Beauty Salon บริการจัดงานเลี้ยง มีแม่บ้านคอยทำความสะอาดและซักผ้าให้ ถ้าเราต้องการผู้ช่วยส่วนตัว หรือเทรนเนอร์ส่วนตัวเขาก็มีให้เหมือนกันฮะ นอกจากนี้ยังมีบริการรถรับ-ส่งไปยังที่อื่นนอกเหนือจาก The Forestias ด้วยครับ รูปด้านล่างเป็นเส้นทางธรรมชาติในพื้นที่ของ The Aspen Tree ฮะ


Health and Brain Center

สำหรับ Health and Brain Center คือ สถานที่ที่จะดูแลสุขภาพของเราฮะ คือถ้าเป็นผู้สูงวัย ไม่ต้องห่วงเลยว่าการใช้ชีวิตจะลำบาก เพราะที่นี่เขาดูแลทุกอย่างจริง ตั้งแต่การใช้ชีวิตยันปัญหาสุขภาพ ซึ่งการบริการก็จะมีทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง มีคลินิกสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ มีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแบบระยะสั้น มีโปรแกรมการดูแลสำหรับผู้ใหญ่ โปรแกรมการดูแลเกี่ยวกับสมองและความทรงจำ มีห้องพักระยะยาวสำหรับลูกบ้าน แล้วก็มี VIP Lounge สำหรับลูกบ้านด้วยฮะ ผมว่าเป็นอะไรที่ครบวงจรมากๆ แล้วที่ The Forestias เขาก็ตั้งใจให้ผู้สูงวัยเหล่านี้ได้มีเพื่อนบ้านเป็นวัยเดียวกัน มีพื้นที่ให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และได้มีสุขภาพที่ดีครับ

ที่ Health and Brain Center เขาได้พาร์ทเนอร์จากแคนาดา ซึ่งมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการดูแลผู้สูงอายุ การดูแลด้านสุขภาพ มีการวิจัย มีนวัตกรรมและการเรียนรู้มากมายที่จะช่วยโฟกัสในเรื่องของสมองและการใช้ชีวิตในผู้สูงวัย รับรองว่าได้มาตรฐานระดับสากลแน่นอน


Six Senses

แบรนด์ Six Senses ในโครงการ The Forestias จะมีทั้งโรงแรมและวิลล่าสุดหรูครับ Six Senses ได้รับรางวัลโรงแรมที่ดีที่สุดในโลก จากนิตยสาร Travel&Leisure ด้วยนะ โดยทาง MQDC เขาได้ร่วมมือกับ Six Senses Hotels Resorts Spas รังสรรค์ Six Senses The Forestias ขึ้นมา โดยจะมีห้องพักโรงแรมทั้งหมด 60 ห้องด้วยกัน และมีโครงการที่พักอาศัยอีก 50 ยูนิตครับ

นอกจากโรงแรมแล้วยังมีวิลล่าอีก 27 หลังด้วยครับ ซึ่งจะบริหารโดยแบรนด์ Six Senses โดยวิลล่าทั้ง 27 หลังจะออกแบบในสไตล์ Thai Tropical เน้นความโปร่ง โล่ง สบาย รับรองว่าเราจะได้เพลินตาเพลินใจไปกับวิวทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติแน่นอนครับ ราคาเริ่มต้น 172 ล้านบาท แต่โครงการนี้เราอาจจะยังไม่มีรายละเอียดเท่าโครงการอื่นๆ นะฮะ ยังไงถ้ามีการเปิดตัวแล้ว เราจะมาอัปเดตให้เพื่อนๆ ได้ชมกันอีกทีนะ


สรุปแล้วโครงการนี้มีอะไรบ้าง?

ต้องบอกเลยว่า The Forestias (เดอะ ฟอเรสเทียส์) คือมีโครงการยิบย่อย มีส่วนกลาง มีกิจกรรมเยอะแยะไปหมด ที่เราร่ายยาวววววววววมาทั้งหมด เรียกอาณาจักรก็ไม่เว่อเกินจริงใช่มั๊ยครับ 555 ที่นี่เขาก็เหมือนเป็นเมืองเมืองหนึ่ง มี Shuttle Bus เพื่อเดินทางไปตามจุดต่างๆ ของโครงการด้วยนะ เผื่อใครเดินไม่ไหว หรือขี้เกียจจะเดิน แล้วก็ไม่ได้อยากขับรถไป จะได้นั่งรถชมธรรมชาติไปรอบๆ โครงการ น่าจะเพลินดีเหมือนกันฮะ

นอกจากอาคารสำนักงาน, Community Center, Family Center, Town Center, ร้านอาหาร, Sport Complex, Medical Complex, โรงละคร, Event Hall และป่าขนาดใหญ่กว่า 30 ไร่แล้ว โครงการที่พักอาศัยก็จะมีทั้งหมด 4 แบรนด์ด้วยกัน

  • Whizdom เป็นคอนโด High Rise 3 อาคาร มีห้องพักอาศัย 825 ยูนิต
  • Mulberry Grove
    • บ้านเดี่ยว 37 หลัง
    • คอนโด Low Rise 6 อาคาร มีห้องพักอาศัย 269 ยูนิต
  • The Aspen Tree
    • คอนโด High Rise 3 อาคาร มีห้องพักอาศัยทั้งหมด 250 ยูนิต
    • คอนโด Low Rise 2 อาคาร มีห้องพักอาศัยทั้งหมด 40 ยูนิต
  • Six Senses
    • เป็นวิลล่าหรู 27 หลัง
    • โรงแรม 60 ห้อง และโครงการพักอาศัย 50 ห้อง

โครงการ The Forestias ถือเป็นอีกโปรเจคยักษ์ใหญ่ที่น่าสนใจมากๆ ถึงแม้ว่าจะมีคอนโดมีบ้านเยอะก็จริง แต่พื้นที่ที่ให้เราสามารถไปใช้ชีวิต ไปทำกิจกรรมด้านนอกห้องหรือบ้านของเราเองก็เยอะมากเช่นกัน ลองนึกดูครับว่าจะมีที่อยู่สักกี่ที่กันที่มีป่าเป็นของตัวเองใหญ่ขนาดนี้ สิ่งแวดล้อมก็ดี Facilities กับพื้นที่ส่วนกลางก็เยอะ เราสามารถออกไปเดินเล่น ชมวิว สูดอากาศบริสุทธิ์ได้ หรือจะไปซื้อของ หาอะไรกิน หรือนัดเจอเพื่อน เขาก็มีทุกอย่างอยู่ในโครงการแล้ว

โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นโครงการที่น่าอยู่ดีครับ ด้วยความที่ในเมือง หันมองไปตรงไหนก็เจอแต่ตึก อาคาร อากาศก็ไม่ได้ดีอะไร ฝุ่นก็เยอะ ถ้าได้กลับมาพักผ่อน กลับมาชาร์จพลังที่บ้านของเรา มองไปตรงไหนก็เจอแต่ต้นไม้ ธรรมชาติ อากาศก็ดี ฝุ่นก็ไม่เยอะ ไม่ต้องเดินทางไปหาสวนสาธารณะให้เหนื่อยเพิ่ม แค่เดินออกมาจากบ้านหรือคอนโด ก็เจอกับพื้นที่สีเขียวมากมายให้เราได้พักผ่อนหย่อนใจแล้ว

ที่สำคัญคือ เขาไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเจเนอเรชั่น สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันใน The Forestias (เดอะ ฟอเรสเทียส์) ได้เลย มีที่พักอาศัยให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ จะเลี้ยงสัตว์ก็ได้ ต้องการห้องใหญ่อยู่แบบครอบครัวก็มี ผมว่าท่ามกลางความเหนื่อยหน่ายของโลกใบนี้ ที่นี่กำลังทำให้เราได้ใช้ชีวิตกันอย่างสบายใจมากขึ้น เป็นโลกอีกใบที่น่าอยู่ และเป็นมิตรกับเราครับ

ผมขอสรุปราคาของแต่ละโครงการกันอีกรอบนะครับ Whizdom The Forestias ราคาเริ่มต้น 5.19 ล้านบาท Mulberry Grove Condominiums ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท Mulberry Grove Villas ราคาเริ่มต้น 152 ล้านบาท The Aspen Tree ราคาเริ่มต้น 27 ล้านบาท และ Six Senses ราคาเริ่มต้น 172 ล้านบาท ก็เรียกได้ว่ามีตั้งแต่ราคากลางๆ ไปจนถึงสูงปรี๊ดดดดเลยฮะ

เอาจริงปีนี้ทำเลย่าน “บางนา” เป็นอะไรที่ฮอตฮิตมากกกกกกกกกกกกกกกก จะคอนโดก็ดี จะบ้านเดี่ยวก็ดี จะทาวน์โฮมก็มีเพียบ Developer แต่ละเจ้าแข่งกันขึ้นโครงการใหม่ที่บางนากันไม่พักเลยครับ อย่างเมื่อต้นปีผมและทีม LivingPop ก็เพิ่งไปรีวิวโครงการ Nue Noble บางนากัน เป็นคอนโด Low Rise ใหม่จากโนเบิล เพื่อนๆ สามารถเข้าไปอ่ายรายละเอียดได้ที่ Link นี้เลยฮะ www.livingpop.com/review-nue-noble-centre-bangna เดี๋ยวเร็วๆ นี้เราจะมีรีวิวโปรเจคอื่นๆ ในทำเลบางนาอีก ฝากเพื่อนๆ ติดตามด้วยนะค้าบบบ 😁


Related posts
รีวิวเจาะลึก

รีวิวเจาะจุดเด่น "Nue Noble Centre Bangna" เหมือนยก spec กลางสุขุมวิท มาอยู่ติด Central บางนา

รีวิวเจาะลึก

รีวิวโครงการ "ศุภาลัย City Resort จรัญฯ 91" คอนโด Low-Rise ใกล้ MRT บางอ้อ ราคาเริ่มต้น 1.48 ล้านบาท

รีวิวเจาะลึก

รีวิวโครงการ "พฤกษาวิลล์ พหลโยธิน-รามอินทรา" ทาวน์โฮมทำเลใกล้รถไฟฟ้า 2 สาย ในราคา 3 ล้านต้นๆ

รีวิวเจาะลึก

รีวิวโครงการ "THE ORIGIN รัชดา-ลาดพร้าว" คอนโดคนรุ่นใหม่ ติดรถไฟฟ้า ในราคาไม่ถึง 3 ล้าน