รีวิวเจาะลึก

รีวิวเจาะลึก : “THE MUVE บางหว้า” คอนโดใหม่ ใกล้ Interchange บางหว้า ติดม.สยาม ราคาจับต้องได้จากแสนสิริ เริ่ม 1.59 ล้าน*

ถ้าจะมองหาคอนโดสักทำเล ที่เข้าย่านสาทร/สีลม/พระราม 4 ง่าย แต่ราคายังจับต้องได้อยู่ เชื่อว่าชื่อทำเล “ฝั่งธน” ยังไงก็ต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือก ด้วยความที่ในยุคหลังมานี้ มีรถไฟฟ้า สามารถเดินทางได้สะดวก และราคาในหลายๆ ย่านของฝั่งธนเองก็ถือว่ายังจับต้องได้อยู่ ทั้งสำหรับ First Jobber, กลุ่มคนทำงานออฟฟิศ หรือแม้แต่กลุ่มนิสิต/นักศึกษาที่เรียนอยู่ในเมือง ก็มีมาพักอาศัยในย่านนี้เช่นกันครับ

วันนี้เราเลยจะขอพาไปรู้จักกับอีกหนึ่งคอนโดของย่านฝั่งธน ที่ไม่ใช่แค่เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า แต่ใกล้รถไฟฟ้า “สายหลัก” ถึง 2 สาย ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ไม่ไกลจาก Interchange บางหว้า และที่นี่ยังมาในราคาที่จับต้องได้จริง เริ่ม 1.59 ล้าน เป็นคอนโดใหม่ใกล้รถไฟฟ้าที่ราคาเริ่มต้นถูกสุดในย่านเลยครับ กับโครงการ

“THE MUVE บางหว้า”

ที่นี่จะเป็นคอนโดใหม่แกะกล่องจาก “แสนสิริ” ที่มาแบบสร้างเสร็จก่อนขาย และเพิ่งเปิดโครงการแบบสดๆ ร้อนๆ จุดเด่นอยู่ที่ทำเลของโครงการที่ใกล้ Interchange บางหว้าที่มีรถไฟฟ้า 2 สายอย่าง BTS สายสีลมและ MRT สายสีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังใกล้ ม.สยามในระยะ 270 เมตร สามารถเดินไปได้ และมาในราคาที่ถือว่าค่อนข้างจับต้องได้เลยครับ เริ่มต้นอยู่ในช่วงล้านกลางๆ ได้เฟอร์ครบเลยด้วย

ที่นี่จะเป็นอย่างไร ตัวโครงการจะน่าสนใจแค่ไหน วันนี้เราจะพาไปรู้จักโครงการนี้กันแบบเจาะลึกเลยครับ


จุดเด่นโครงการ

650 ม. จาก Interchange บางหว้า ใกล้รถไฟฟ้า 2 สาย

ใกล้ม.สยาม ในระยะเดินได้

ราคาจับต้องได้ เริ่ม 1.59 ล้าน* ได้เฟอร์ครบทั้งห้อง

บางหว้า

ทำเลที่ถูกพูดถึงเยอะ หลังจากการมาของรถไฟฟ้า

ถ้าย้อนกลับไปสัก 10-15 ปีที่แล้ว เมื่อพูดถึงย่าน “บางหว้า” ถ้าคนที่ไม่ใช่คนฝั่งธนหรืออยู่เส้นเพชรเกษมมาก่อน ก็อาจจะยังไม่ค่อยรู้จักหรือคุ้นหูกับชื่อนี้ครับ แต่ตัดภาพมาปัจจุบัน ถ้าพูดถึงทำเลคอนโดในฝั่งธนที่เดินทางสะดวกอันดับต้นๆ ยังไงก็ต้องมีชื่อของ “บางหว้า” โผล่มาแน่นอน

จุดที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของย่านนี้เลยก็หนีไม่พ้นการมาถึงของรถไฟฟ้าที่ขยายมาที่ฝั่งธนครับ ซึ่งไม่ได้มาแค่หนึ่ง แต่มาถึง 2 สายด้วยกัน ทั้งรถไฟฟ้า BTS สายสีลมส่วนต่อขยายที่มาสุดปลายทางอยู่ที่สถานีบางหว้า เปิดให้บริการเมื่อปี 2556 หลังจากนั้นก็มีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ที่วิ่งบนแนวถนนเพชรเกษมตามมาอีกสาย ตัดกับ BTS สายสีลมที่สถานีบางหว้าเช่นกัน เปิดให้บริการในปี 2562

ทำให้ “บางหว้า” จากเดิมที่เป็นสถานีปลายทาง ก็ได้กลายมาเป็นสถานี “Interchange” ขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของฝั่งธน ข้อดีคืออยู่ที่นี่ จะเลือกไปเส้นไหนก็ได้ครับ จะไป MRT สายสีน้ำเงินเข้าโซนเมืองเก่า-พระราม 4-สีลม หรือจะขึ้น BTS เข้าโซนสาทร-สยาม ก็ได้เช่นกัน เลยเป็นที่มาที่เราจะเห็นว่าบนเส้นเพชรเกษม ทำเล “บางหว้า” ตรงนี้ มีคอนโดมาเปิดกันค่อนข้างเยอะ ด้วยความที่มีจุดเด่นในเรื่องความเป็น Interchange ที่เดินทางสะดวก

นอกจากนี้ในแง่ของการใช้รถยนต์ ก็ยังมีถนนราชพฤกษ์ที่ตัดผ่าน สามารถใช้เชื่อมต่อตรงสู่สะพานตากสิน มุ่งหน้าเข้าสาทรได้สะดวกด้วยเช่นกันครับ

“บางหว้า” Interchange รถไฟฟ้าที่ราคายังจับต้องได้

จุดตัด BTS สายสีเขียว – MRT สายสีน้ำเงิน ที่คอนโดราคาถูกที่สุดในกรุงเทพฯ

และถ้าลองมาดูภาพกว้าง “ถ้าจะหาคอนโดที่ทำเลเป็น Interchange ระหว่าง BTS สายสีเขียว และ MRT สายสีน้ำเงิน” ตัวเลือกในปัจจุบันก็จะมี “อโศก-สุขุมวิท” “ศาลาแดง-สีลม” “หมอชิต-สวนจตุจักร” “ห้าแยกลาดพร้าว” และ “บางหว้า” ซึ่งถ้าลองดูราคาของแต่ละ Interchange ที่ว่าไป ราคาก็ค่อนข้างไปไกลกันพอสมควรแล้วครับ

อย่างโซนสถานีอโศก-สุขุมวิท คอนโดใกล้รถไฟฟ้าทำเลนี้ราคาส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในระดับ 2-3 แสนบาทต่อตารางเมตร หรือถ้าเป็นศาลาแดง-สีลม เราสามารถเห็นคอนโดที่ราคาเฉลี่ย 2 แสนบาท ไปจนถึง 5 แสนบาทต่อตารางเมตรได้เลยครับ ด้วยความที่เป็นทั้งย่าน CBD ใกล้จุฬา และใกล้สวนลุมพินี ซึ่งถ้าเป็นวิวสวนนี่ ราคาก็จะยิ่งแพง และบางโครงการยังขายแบบ Leasehold ไม่ได้ขายขาดด้วยนะครับ 

ส่วนถ้าดูทำเล Interchange ที่ถัดออกมารอบนอกหน่อย อย่างสวนจตุจักรและห้าแยกลาดพร้าว ก็จะเห็นว่าทำเลตรงนี้ ราคาคอนโดใกล้รถไฟฟ้าจะอยู่ในระดับแสนขึ้นเช่นกัน มีตั้งแต่แสนต้น แสนกลาง ไปจนถึงแสนปลายๆ แล้วแต่โครงการ

ดังนั้น ถ้าจะมองหาคอนโดที่ใกล้รถไฟฟ้าสายหลักทั้ง 2 สายอย่าง “BTS” และ “MRT” ทำเลบางหว้าเอง ก็น่าจะเป็นแค่ที่เดียวครับ ที่เรายังสามารถหาคอนโดในราคาเฉลี่ยต่ำแสนได้ (และต่ำลงมาเยอะด้วยนะ ไม่ใช่ 99,900 บาท/ตร.ม.) 

แต่ก็แน่นอนครับว่า ทำเล “บางหว้า” เค้าก็อาจจะไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองเท่า Interchange อื่นที่ว่าไป แต่ก็ยังได้ความสะดวกในความเป็น Interchange และมีระยะตัดตรงเข้าเมืองด้วยจำนวนสถานีที่ไม่เยอะมากครับ จากในแผนที่อันนี้ก็จะเห็นว่าถ้าอยู่ในฝั่งเมืองด้านในเลย ราคาส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในช่วง 150,000 – 200,000 บาท/ตร.ม.ขึ้นไปแล้ว ทั้งในเส้น BTS และ MRT 

แต่ถ้าขยับมาฝั่งธน แค่ข้ามแม่น้ำราคาก็จะจับต้องได้มากขึ้นอย่างชัดเจนครับ บางหว้าก็เป็นอีกโซนที่ราคาคอนโดยังอยู่ในช่วง 70,000 – 90,000 บาท/ตร.ม. ครับ ซึ่งทำเลนี้ก็จะเหมาะกับคนที่อาจจะมี Lifestyle ใช้ชีวิตอยู่ในทั้ง 2 ย่าน ทั้งตามแนว BTS และ MRT อยู่ที่นี่ก็จะไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งครับ

ดังนั้นถ้าให้สรุปจุดเด่นของ “บางหว้า” ที่ต่างกับย่านอื่นๆ ในฝั่งธน ก็จะเป็นเรื่องการที่สามารถขึ้นรถไฟฟ้าได้สองสายตั้งแต่หน้าบ้านเลย ไม่ต้องไปเปลี่ยนสายทีหลัง หรือถ้าจะใช้รถก็ยังใกล้กับถนนสายหลักที่ใช้เข้าเมืองครับ และยังมาในราคาที่เข้าถึง จับต้องได้จริงด้วย

BTS สายสีลม

เชื่อมต่อตรงเข้าสู่สาทร-สีลม-สยาม

ทีนี้ เพื่อให้เห็นภาพในเรื่องของการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าที่ชัดขึ้น ขอพามาดูจุดเด่นของรถไฟฟ้าแต่ละสายใน Interchange บางหว้ากันครับ สายแรกรถไฟฟ้า “BTS สายสีลม” หรือรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม

จุดเริ่มต้นของสายนี้ เปิดให้บริการในปี 2542 ครับ แต่เดิมยังวิ่งอยู่แค่ฝั่งกรุงเทพชั้นใน จากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ มาสุดอยู่ที่บริเวณสะพานตากสิน ยังไม่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาครับ จนกระทั่งในช่วงปี 2552-2556 ได้มีการสร้างส่วนต่อขยายข้ามมายังฝั่งธน ทำให้เกิดย่านคอนโดใหม่ๆ (บางหว้าก็เช่นกัน) ปัจจุบันฝั่งธนตามแนวรถไฟฟ้าเส้นนี้เลยเป็นทำเลของคอนโดมิเนียม สำหรับคนที่ทำงานในเมืองย่านสีลม-สาทร-สยามครับ ซึ่งก็จะค่อนข้างสะดวก ด้วยระยะสถานีที่นั่งไม่กี่ป้าย ก็ถึงแหล่งงานย่าน CBD ตรงนี้ได้


“จากบางหว้า 6 สถานีถึงสาทร”

ซึ่งรถไฟฟ้า BTS สายนี้จะวิ่งแบบผ่ากลางย่านธุรกิจอย่างสีลมและสาทรเข้าไปเลย ดังนั้นใครที่ทำงานในตึกออฟฟิศต่างๆ ก็จะค่อนข้างสะดวก ใกล้ห้างใหม่ล่าสุดอย่าง Dusit Central Park, ใกล้รพ.จุฬาฯ, ใกล้หลายห้างในย่านสยามทั้ง Siam Paragon, Siam Center, Siam Discovery, MBK Center, Central สาขาใหม่ที่กำลังก่อสร้าง (สกาลาเดิม), CentralWorld และโซนสยามสแควร์ และใกล้มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เรามีภาพคร่าวๆ มาให้ดูกันครับ ว่าสายนี้ผ่านจุดสำคัญอะไรในโซนเมืองบ้าง


“BTS สายสีลม ส่วนต่อขยายไปตลิ่งชัน”

และนอกจากที่สถานีบางหว้าจะเป็นสถานีปลายทางของ BTS สายสีลมในปัจจุบันแล้ว เส้นนี้ก็ยังมีแผนที่จะสร้างส่วนต่อขยายออกไปอีกประมาณ 7.5 กิโลเมตรด้วยครับ โดยจะวิ่งไปตามแนวเส้นถนนราชพฤกษ์ ผ่านย่านต่างๆ ทั้งบางแวก, พรานนกตัดใหม่, โซน The Circle, ตัดถนนบรมราชชนนี และไปสิ้นสุดที่บริเวณใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีแดงสถานีตลิ่งชัน ก่อนถึง Central Westville

ทำให้ในอนาคต บางหว้าจะสามารถเชื่อมต่อกับโซนอื่นๆ ของฝั่งธนได้อีกครับ ซึ่งก็มีทั้งที่เที่ยว, ร้านอาหาร, Community Mall ต่างๆ รวมไปถึงไม่ไกลจากห้างใหญ่

โดยในปัจจุบัน เส้นทางสายนี้ได้มีการศึกษาเส้นทางและตำแหน่งสถานีโดยกทม.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในยุคของผู้ว่าชัชชาติ มีนโยบายที่จะย้ายการดูแลรถไฟฟ้าสายใหม่สายต่างๆ ของกทม. ให้ไปอยู่กับ รฟม.แทน ดังนั้นความคืบหน้าต่างๆ ต้องรอดูหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นที่เรียบร้อยครับ (และรวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ช่วงกลางปีนี้ด้วย) คาดว่าจะเสนอ ครม.อนุมัติในช่วงปี 2571 และเปิดให้บริการได้แถวๆ ปี 2577 ครับ

MRT สายสีน้ำเงิน

เชื่อมสู่ย่านพระราม 4 – สีลม – ลุมพินี

ในด้านของสายสีน้ำเงินเองก็เด่นไม่แพ้กันครับ เส้นทางของสายนี้ จะมีส่วนหนึ่งที่วิ่งคล้ายกับวงกลม ที่วิ่งล้อมรอบกรุงเทพ แต่ก็จะมีบางส่วนที่วิ่งเข้าไปในกลางเมืองโดยตรง อย่างในส่วนเส้นเพชรเกษมเองก็จะตัดตรงเข้าไปในโซนเมืองเก่า-หัวลำโพง-พระราม 4 เลยครับ จุดเริ่มต้นของสายนี้เปิดให้บริการในช่วงปี 2547 แต่เดิมจะเป็นรถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่แค่ใต้ดินฝั่งในเมือง เส้นทางจากบางซื่อมาสุดที่หัวลำโพงครับ

จนกระทั่งมีการก่อสร้างส่วนต่อขยาย ให้เส้นทางของสายนี้เชื่อมกันคล้ายกับวงกลม โดยฝั่งบางซื่อมีส่วนต่อขยายบนถนนเส้นจรัญมาสิ้นสุดที่สถานีท่าพระ ส่วนฝั่งของหัวลำโพง ก็มีส่วนต่อขยายผ่านเยาวราช-เมืองเก่า-ท่าพระ และวิ่งมาสุดที่สถานีหลักสอง บริเวณหน้าเดอะมอลล์บางแคครับ ซึ่งส่วนต่อขยายทั้ง 2 ส่วน เปิดให้บริการในช่วงปี 2562 ครับ

จุดเด่นของสายนี้อย่างที่บอกไป คือมีทั้งส่วนที่ “ตัดเข้าเมืองโดยตรง” และส่วนที่ “วิ่งล้อมรอบเมือง” ทำให้เป็นสายที่ตัดผ่านเข้าไปในจุดสำคัญๆ เยอะมากครับ


“จากบางหว้า 8 สถานีถึงแหล่งงานย่านพระราม 4”

ซึ่งย่านที่จากบางหว้า ถือว่าตัดตรงเข้าไปเลย ก็จะเป็นเมืองในฝั่งถนน “พระราม 4” ครับ ตรงนี้ก็จะใกล้กับทั้งสามย่าน, จุฬาฯ, สีลม, สาทร, ถ.วิทยุ และ ลุมพินี ซึ่งย่านพระราม 4 ถือเป็นอีกแหล่งงานขนาดใหญ่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดแห่งนึงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ครับ

ด้วยการมาของโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “One Bangkok” โครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ 10 อาคาร พื้นที่ใช้สอยระดับ 1.8 ล้านตารางเมตรหัวมุมแยกลุมพินี และ “Dusit Central Park” โครงการ Mixed-Use ร่วมกับกลุ่ม Central ที่แปลงโฉมที่ดินโรงแรมดุสิตเดิม ให้กลายเป็นโรงแรมใหม่พร้อมห้าง Central Park, อาคารออฟฟิศ และ Residence 

นอกจากนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมายังมีทั้ง Samyan Mitrtown, Silom Edge, ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ใหม่, The PARQ, FYI Center, Thai Bev Quarter, อาคาร PUNN, ตึกใหม่การไฟฟ้านครหลวง, รพ.Medpark และอีกหลายโครงการ

ซึ่งการเติบโตของแหล่งงานบนเส้นพระราม 4 ก็ทำให้มี Demand ในด้านที่อยู่อาศัยบนแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมากขึ้น เราเลยจะเห็นช่วงนี้มีคอนโดกลับมาเปิดใหม่บนเส้นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินกันครับ

และนอกจากทำเลโซนพระราม 4, สีลม, สามย่าน, ลุมพินีแล้ว รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินก็ยังเชื่อมต่อได้อีกหลากย่าน ไม่ว่าจะเป็นอโศก, เพชรบุรี, พระราม 9, รัชดา, ลาดพร้าว, จตุจักร หรือถ้าไปฝั่งจรัญก็สามารถเชื่อมต่อกับโซนพรานนก, ปิ่นเกล้า, บางอ้อ, บางโพ และสถานีกลางบางซื่อ (สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์) เรียกว่าจับโซนสำคัญรอบแนววงแหวนรัชดาเลย

ที่ตั้งโครงการ

650 ม. จาก Interchange บางหว้า มี Shuttle Service รับส่ง

มาดูที่ตั้งของตัวโครงการกันบ้างครับ สำหรับ “THE MUVE บางหว้า” จะเป็นคอนโดที่อยู่ใกล้กับ Interchange บางหว้าครับ มีระยะห่างจากสถานีประมาณ 650 เมตร ถือว่ายังอยู่ในระยะเดิน แถมทางเท้าถนนเพชรเกษมก็เพิ่งทำใหม่เอี่ยม เดินได้สบายไม่ต้องกลัวกระเบื้องกระดก

ด้วยตัวรูปแบบของแบรนด์ THE MUVE ที่จะเป็นคอนโด Low-Rise ในซอยขนาดไม่ใหญ่มาก เน้นอยู่ในทำเลที่มี Potential ใกล้แหล่งงานหรือแหล่งชุมชน และมาในราคาที่จับต้องได้สำหรับคนทำงาน/นักศึกษา ที่นี่ก็เช่นกันครับ เลยจะเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในซอยเพชรเกษม 38 ซึ่งก็จะมีระยะเดินทางรถไฟฟ้าเล็กน้อย แลกมากับการที่ราคาโครงการค่อนข้างจะน่ารัก เริ่มต้นที่ 1.59 ล้านบาท ถือว่าเป็นคอนโดจากแบรนด์แสนสิริที่จับต้องได้ตัวนึงเลย

และถ้าลองมาดูคอนโดใหม่ในสถานีรถไฟฟ้าในระยะไม่เกิน 1 กิโลย่านบางหว้า-ท่าพระแล้ว ที่นี่จะเป็นคอนโดที่ราคา Start ต่ำสุดในปัจจุบันครับ


บรรยากาศรอบข้างโครงการ

ซึ่งตัวโครงการเข้ามาจากซอยเพชรเกษม 38 ไม่ลึกมากครับ ประมาณ 150 เมตร เป็นซอยขนาด 2 เลนสวนกัน ลักษณะซอยเป็นซอยตัน ด้านในเป็นบ้านเรือนแนวราบ บรรยากาศก็จะไม่พลุกพล่านมากครับ และในการเดินไปสถานีรถไฟฟ้า โครงการจะมีรถ Shuttle Service ให้บริการอยู่ด้วยครับ บรรยากาศของฟุตบาทแถวนี้ค่อนข้างกว้างมากๆ ด้วยครับ สามารถเดินได้สะดวก เพิ่งมีการปูกระเบื้องทางเท้าใหม่ไป ตอนเรามายังกำลังทำกันอยู่เลยครับ

แต่จุดเด่นของที่นี่ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นคอนโดใกล้สถานีบางหว้าในราคาจับต้องได้เท่านั้นครับ อีกจุดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือที่นี่อยู่ใกล้ “มหาวิทยาลัยสยาม” ครับ

ติด ม.สยาม

ทำเลของแหล่งการศึกษา ใกล้หลายโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำ ในแนวรถไฟฟ้า BTS/MRT

อีกจุดขายนึงของโครงการนี้เลย คือเรื่องความใกล้ ม.สยามครับ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยดังของย่านฝั่งธนบนถนนเพชรเกษม ที่นี่น่าจะเป็นหนึ่งในคอนโดที่ใกล้ที่ ม.สยามอันดับต้นๆ ใกล้ขนาดที่ว่ารั้วด้านหลังของโครงการนี่ก็อยู่ติดกับรั้วของ ม.สยามแล้วครับ โดยจะมีระยะเดินไปมหาวิทยาลัยอยู่ที่ประมาณ 270 เมตรเท่านั้น

ทำให้ที่นี่นอกจากจะสะดวกสำหรับกลุ่มคนทำงานในเมืองย่านพระราม 4 หรือสาทรแล้ว ยังสะดวกสำหรับกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรที่อยู่ในม.สยามตรงนี้ด้วยเช่นกันครับ ซึ่งจากที่ไปลองค้นข้อมูลมา ปัจจุบัน ม.สยามก็มีจำนวนนักศึกษาอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นคน ด้วยราคาของโครงการที่ไม่สูงมาก ก็ยังพอเป็นคอนโดที่กลุ่มนักศึกษายังเช่าไหวเช่นกัน

นอกจากนี้พออยู่ใกล้ม.สยาม นอกจากมี Demand ในด้านการเช่าต่างๆ แล้ว ในม.สยามเองก็มีร้านของกินต่างๆ อย่าง KFC, Cafe Amazon, True Coffee และ Foodcourt เป็นที่พึ่งพิงหาของกินอยู่ในระยะเดินจากโครงการได้เช่นเดียวกันครับ


แต่ไม่ใช่แค่ ม.สยาม ตามเส้นทางรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายก็มีทั้งมหาวิทยาลัยและโรงเรียนชั้นนำเพียบ

สำหรับย่านเพชรเกษมเอง ก็เป็นอีกหนึ่งย่านที่มีนิสิตจากจุฬาฯ มาอยู่กันเยอะครับ (อย่างคอนโดของทีมงานเองอยู่เส้นเพชรเกษม ก็เจอน้องๆ นิสิตจุฬาเช่นกัน) ด้วยความที่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ตัดตรงเข้าไปถึงจุฬาได้เลย และใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่สถานี

อย่างที่เล่าไปในตอนต้นว่าถ้าจะหาคอนโดที่ติดจุฬาเลย ในย่านพระราม 4 – สามย่าน ราคาคอนโดจะค่อนข้างสูงมาก ดังนั้นค่าเช่าก็จะสูงตาม ยิ่งโครงการที่ติดถนนพระราม 4 เลย ราคาก็ไปอยู่ที่ หมื่นปลายๆ ถึง 2 หมื่นกว่า ซึ่งก็ค่อนข้างสูงมากๆ สำหรับนิสิต/นักศึกษา เลยจะมีบางส่วนที่เลือกอยู่ในสถานีที่ถัดออกมา อย่างในย่านเพชรเกษมเองพอข้ามมาเป็นฝั่งธนปุ๊บ ราคาค่าเช่าห้องต่างกันบางทีเกินครึ่งครับ ยังหาห้องในเรทราคาหมื่นต้นหรือไม่ถึงหมื่นได้ และได้โครงการค่อนข้างใหม่ด้วย เลยเป็นอีกทำเลฮิตสำหรับนิสิต-นักศึกษาที่อยู่ในเมือง

ซึ่งสถานีบางหว้า ก็ค่อนข้างสะดวกสำหรับนิสิตและบุคลากรจุฬาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นคณะฝั่งพระราม 4 ก็สามารถขึ้น MRT สายสีน้ำเงินไปได้ หรือถ้าคณะที่ใกล้ฝั่งสยามก็สามารถใช้ BTS สายสีลมไปลงที่สยามได้เช่นกัน

นอกจากนี้รถไฟฟ้าทั้ง 2 สายก็ยังผ่านสถานศึกษาชื่อดังของประเทศหลายแห่งครับ เช่น รร.ราชินี, รร.เบญจมราชาลัย, รร.สาธิตจุฬา, รร.เตรียมอุดมศึกษา, รร.สาธิตปทุมวัน, รร.วัดสุทธิวราราม หรืออย่างโรงเรียนกลุ่มจตุรมิตรที่นี่ไปได้ทั้งหมดเลย ทั้งสวนกุหลาบ, เทพศิรินทร์, กรุงเทพคริสเตียน, อัสสัมชัญฯ 

ดังนั้นตัวโครงการ THE MUVE โครงการนี้ ก็จะมีพื้นที่ส่วนกลาง ที่ทำมาเอาใจวัยเรียนด้วยเช่นกัน มีห้อง Co-Working สำหรับมานั่งทำงาน/ทำการบ้าน และห้อง Skill Up Studio สำหรับมาใช้ติวหนังสือกับเพื่อนๆ ได้

การเดินทาง

สะดวกทั้งการใช้รถไฟฟ้า รถยนต์ และขนส่งมวลชนอื่นๆ

รถไฟฟ้า

มาดูในด้านการเดินทางกันบ้างครับ สำหรับการใช้งานรถไฟฟ้า ระยะห่างจากโครงการถึงสถานีจะอยู่ที่ 650 เมตร ก็เป็นระยะที่ยังพอเดินไปได้ แต่ถ้าไม่อยากเดิน ทางโครงการก็จะมีรถ Shuttle Service สำหรับรับส่งที่สถานีบางหว้าครับ ซึ่งการใช้งานเข้าเมืองก็จะมีให้เลือก 2 สาย ได้แก่ BTS สายสีลม และ MRT สายสีน้ำเงิน

BTS สายสีลม : สำหรับสายนี้ก็จะสะดวกในการเข้าเมืองฝั่งสาทรและสยามครับ จะผ่าเข้าไปกลางย่านเลย สะดวกสำหรับคนทำงานในย่านนี้ และสามารถเปลี่ยนสายไป BTS สายสุขุมวิทได้ที่สถานีสยาม

  • 6 สถานี : สะพานตากสิน
  • 9 สถานี : ช่องนนทรี
  • 10 สถานี : ศาลาแดง
  • 12 สถานี : สยาม

MRT สายสีน้ำเงิน : สายนี้ก็จะสะดวกสำหรับใครที่เน้นไปโซนเมืองเก่าและโซนต่างๆ ที่อยู่บนเส้นพระราม 4 ซึ่งก็มีโครงการและออฟฟิศเกิดใหม่ค่อนข้างเยอะครับ

  • 2 สถานี : Interchange ท่าพระ
  • 6 สถานี : วัดมังกร (เยาวราช)
  • 8 สถานี : สามย่าน (จุฬาฯ)
  • 9 สถานี : สีลม
  • 10 สถานี : ลุมพินี (One Bangkok)
  • 2 สถานี : ซีคอนบางแค
  • 4 สถานี : เดอะมอลล์บางแค

รถยนต์

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ก็ถือว่าสะดวกเช่นกันครับ ด้วยเส้นเพชรเกษมที่ถือว่าเป็นถนนสายหลักสายนึงของฝั่งธนเลย ก็จะสามารถเชื่อมต่อย่านสำคัญๆ ของฝั่งธนได้ค่อนข้างเยอะ อย่างถ้าตรงไปที่ต้นถนนเพชรเกษมก็จะเข้าสู่ย่านวงเวียนใหญ่

หรือที่แยกท่าพระ ก็จะตัดกับถนนจรัญสนิทวงศ์ และรัชดาภิเษก สามารถเชื่อมต่อไปโซนพรานนกที่มีโรงพยาบาลศิริราชได้ หรือถ้าไปฝั่งรัชดาก็จะเป็นย่านตลาดพลู-เดอะมอลล์ท่าพระ

ส่วนบริเวณย่านสถานีบางหว้า ตรงนี้ก็จะมีถนนราชพฤกษ์ตัดผ่านครับ สามารถใช้เส้นทางนี้เพื่อเข้าสู่เมืองย่านสาทรได้โดยตรง


การใช้รถสาธารณะอื่นๆ 

สำหรับถนนเพชรเกษมเอง ก็ถือว่าเป็นถนนเก่าแก่ของย่าน ดังนั้นรถโดยสารสาธารณะในย่านนี้ก็ค่อนข้างจะมีเยอะพอสมควรครับ อย่างรถเมล์ที่ผ่านหน้าโครงการก็มีหลากหลายสาย สามารถใช้เป็นอีกตัวเลือกในการเดินทางได้ นอกจากนี้สถานีบางหว้าในปัจจุบันเป็นเหมือนกับสถานีที่คนมาต่อรถกัน ดังนั้นก็จะมีรถแท็กซี่มาจอดรอให้บริการกันอยู่ค่อนข้างเยอะทีเดียว

สิ่งอำนวยความสะดวกในย่าน

ใกล้หลายห้างในย่านท่าพระ-เพชรเกษม มีแหล่งของกินในม.สยามที่สามารถเดินไปได้

ในด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ถึงแม้ว่าทำเลสถานีบางหว้า อาจจะไม่ได้มีห้างขนาดใหญ่ในตัวเอง แต่ตัวโครงการ THE MUVE บางหว้า ที่ตั้งติดอยู่กับ ม.สยาม ก็จะมีข้อดีตรงที่ภายใน ม.เอง ก็จะมีร้านของกินต่างๆ ค่อนข้างเยอะครับ อย่างที่นี่ก็จะมี KFC และ Cafe Amazon มาเปิดด้วย รวมถึงมีร้านอาหารต่างๆ ครับ

ส่วนถ้าขยับมาหน่อยที่บริเวณสถานีบางหว้า ตรงนี้ก็จะมีทั้งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-eleven รวมไปถึงคาเฟ่ต่างๆ ตั้งอยู่เช่นกัน และถัดจากสถานีไปไม่ไกล ก็จะเป็นที่ตั้งของตลาดต้นไม้ชายคาและตลาดเสนีย์บาซาร์ครับ 

แต่ถ้าเราขึ้นรถไฟฟ้า บริเวณใกล้ๆ ตรงนี้ถือว่ามีห้างอยู่หลายที่เลยครับ อย่างที่ใกล้ที่สุด ก็จะเป็นสถานีภาษีเจริญ ตรงนี้ก็จะมีซีคอนบางแค เป็นห้างใหญ่ศูนย์กลางการช้อปปิ้งของย่าน นอกจากนี้รอบข้างสถานีก็จะมีร้านอาหารและร้านบุฟเฟ่ต์ต่างๆ ค่อนข้างเยอะ หรือถ้าถัดไปอีกนิด เดอะมอลล์บางแคก็เป็นหนึ่งห้างใหญ่ของย่านเช่นกัน

ส่วนถ้าใช้รถไฟฟ้า BTS ก็จะสามารถเชื่อมต่อสถานีตลาดพลูได้ ตรงนี้ก็จะมีทั้งเดอะมอลล์ท่าพระ รวมไปถึงห่างจากสถานีไปไม่ไกล ก็จะเป็นย่านตลาดพลู ที่เป็นแหล่ง Street food ขนาดใหญ่ชื่อดังของย่านครับ

ส่วนถ้าเลยไปอีกนิด ก็จะสามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีทอง ไป ICONSIAM และ ICS ได้

รูปแบบและคอนเซปต์ของโครงการ

“THE MUVE บางหว้า” มูฟชีวิตง่าย ไปได้ทุกที่

พอจะรู้จักกับโลเคชั่นในย่านบางหว้ากันไปบ้างแล้ว เรามารู้จักตัวโครงการกันครับ สำหรับ THE MUVE บางหว้า เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น จะมี 1 อาคารด้วยกัน ห้องพักอาศัยมี 226 ยูนิต ถือว่าที่นี่จำนวนห้องไม่เยอะเลยครับ ก็จะเป็นโครงการขนาดเล็ก เน้นความเป็นส่วนตัวทั้งจำนวนยูนิตและที่ตั้งโครงการ

ซึ่งแบรนด์ THE MUVE ก็จะเป็นคอนโดในกลุ่มระดับ Affordable จากแสนสิริ ราคาจับต้องได้ในทำเลเมืองที่สามารถเชื่อมต่อไปแหล่งงานหรือในทำเลเมืองที่มี Demand ที่อยู่อาศัยครับ อย่าง THE MUVE โครงการก่อนหน้านี้ ก็มีหลายทำเล เช่น รามคำแหง 22, ม.เกษตร, ประดิพัทธ์, บางแค แต่ละตัวก็จะมีจุดเด่นต่างกันออกไป บางโครงการใกล้รถไฟฟ้า บางโครงการใกล้ใจกลางเมืองมากๆ หรืออย่างทำเลเกษตรนี่ก็ถือว่าใกล้ ม.เกษตรเลย โดยที่แต่ละโครงการในแบรนด์ THE MUVE ลักษณะจะคล้ายๆ กัน คือโครงการไม่ใหญ่ และตั้งอยู่ในซอยต่างๆ

แต่ด้วยการที่เค้าขยับเข้ามาในซอยนี่ล่ะครับ เลยเป็นที่มา ที่สามารถทำคอนโดที่ใกล้รถไฟฟ้าหรือใกล้เมือง ในราคาที่ยังจับต้องได้ เน้นเดินทางสะดวก ไม่ต้องออกไปนอกเมืองไกลๆ โดยที่ระดับราคาแต่ละโครงการ ก็จะ Start อยู่ที่ล้านกลางๆ ถึงสองล้านนิดๆ ไม่สูงเกินไปมาก

รูปแบบห้องของที่นี่จะไม่ได้เน้นห้องใหญ่ ไซส์ค่อนข้าง Compact สำหรับกลุ่ม First Jobber หรือคนทำงาน ไทป์ห้องที่มีให้เลือกก็จะอยู่ระหว่าง 1 Bedroom 24 ตารางเมตร ไปจนถึง 1 Bedroom Plus 39.25 ตารางเมตร

ซึ่งเอกลักษณ์ของคอนโดแบรนด์ THE MUVE เรียกได้ว่าทุกโครงการเลย คือการออกแบบตัวอาคารที่มาในสไตล์เค้าเลยครับ มีสีสันที่ฉูดฉาดโดดเด่นมีความ Contrast กัน ด้วยสีเขียวเข้มๆ ตัดด้วยสีส้มแสบตา ไม่ว่าใครเข้ามาในซอยก็ต้องเหลียวมองฮะ นอกจากนี้ยังใช้เส้นสายเพื่อเพิ่ม Dynamic ให้กับตัวอาคารดูมีลูกเล่นและมีมิติมากยิ่งขึ้นด้วย เรียกได้ว่าทำให้อาคารเล็กๆ ทรงสี่เหลี่ยมที่ดูน่าจะไม่มีอะไร กลับมีเอกลักษณ์ในงานดีไซน์ขึ้นมา

ด้วยขนาดของโครงการที่ไม่ใหญ่มาก ที่นี่อาจจะไม่ได้มีสระว่ายน้ำมาให้ แต่โครงการก็ทดแทนมาด้วย Facility อื่นๆ ที่จำเป็น มีมาให้ครบ มีสวนสีเขียวใจกลางโครงการ มีสตูดิโอ, Co-working Area, Gym, Stretching Zone และสวนชั้นดาดฟ้า ตัวห้องขายแบบ Fully Furnished ได้เฟอร์ครบแทบไม่ต้องแต่งเพิ่ม ทั้งหมดนี้ราคาเริ่ม 1.59 ล้านบาท ถือว่าเป็นราคาเริ่มต้นของคอนโดใหม่ใกล้รถไฟฟ้าที่น่าจะถูกที่สุดในย่านสำหรับตอนนี้เลย

เดี๋ยวเราพาไปดูโครงการในแต่ละส่วนกันครับ เริ่มกันที่พื้นที่ส่วนกลางก่อน


Design สไตล์แสนสิริ

อีกจุดนึงที่โครงการจาก “แสนสิริ” ทำได้ดี และเป็นจุดเด่นของค่ายนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นโครงการระดับราคาเริ่มต้น หรือโครงการระดับหรู คือเรื่องการออกแบบครับ ถือว่าเป็นอีกเจ้าที่ค่อนข้างให้น้ำหนักในเรื่องนี้เป็นพิเศษตั้งแต่ไหนแต่ไร

ซึ่งสำหรับคอนโดในแบรนด์ THE MUVE เอง ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นคอนโดระดับเริ่มต้น ราคาล้านกลางๆ แต่พื้นที่ส่วนกลางในแต่ละจุด โครงการก็พยายามเก็บดีเทลงานออกแบบ ให้ดูสวย มีสไตล์ น่าใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นตัว Lobby, ห้อง Co-Working Area, Fitness หรือแม้กระทั่งงาน Landscape รอบโครงการ จุดนี้น่าจะเป็นจุดนึงที่ THE MUVE ต่างจากคอนโดระดับราคาล้านกว่าบาททั่วๆ ไปครับ คือเหมือนเราซื้องาน Design ในแบบของแสนสิริไปด้วย

ซึ่งงาน Interior ของที่นี่ก็ยังคง Concept เน้นสีสันที่ Contrast จากโทนสีส้ม-เขียว เหมือนภายนอกอาคาร ซึ่งค่อนข้างฉูดฉาด แต่ก็สามารถ Mix&Match ให้ทั้งห้องออกมาได้ดูลงตัว ดูสดใสแต่ก็ยังมีความอบอุ่นผสมอยู่ด้วยเช่นกัน เป็นสไตล์งาน Design ที่เราจะเห็นได้ในคอนโดแสนสิริยุคใหม่ๆ อย่างทั้ง THE MUVE, VAY และ dcondo ครับ


ข้อมูลโครงการ

ชื่อโครงการ : THE MUVE Bangwa (เดอะมูฟ บางหว้า)
Developer : แสนสิริ
เนื้อที่โครงการ :ประมาณ 1 ไร่
จำนวนห้องพักอาศัย :ห้องพักอาศัย 226 ยูนิต
รูปแบบโครงการ :Low Rise 8 ชั้น 1 อาคาร
ลิฟต์ :ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว
ที่จอดรถ :31%
Facility :– ชั้น 1
Lobby และสวน

– ชั้น 2
Multi-purpose Garden, Skill-up Studio, Co-working Area, Gym และ
Private Working Area&Pantry

– ชั้นดาดฟ้า
Stretching Zone และ Productive Garden
แบบห้อง : 1 Bedroom ขนาด 24 – 33.75 ตารางเมตร
1 Bedroom Plus ขนาด 34.75 – 39.25 ตารางเมตร
ราคา :เริ่มต้น 1.59 ล้านบาท
ราคาเฉลี่ย : ประมาณ 72,000 บาท/ตารางเมตร
สถานะโครงการ : สร้างเสร็จแล้ว พร้อมเข้าอยู่

พื้นที่สวนและ Lobby อยู่ที่ชั้น 1

มีทั้ง Outdoor ที่เป็นสวน และ Indoor ที่เป็น Lobby อยู่ติดกับห้องนิติบุคคล

สำหรับพื้นที่ส่วนกลางหลักๆ จะมีอยู่ 2 ชั้นครับ คือชั้น 2 และชั้นดาดฟ้า ยกเว้นในส่วนของ Lobby จะอยู่ที่ชั้น 1

ถ้าดูในแปลนด้านล่างก็จะเห็นว่าชั้น 1 ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลานจอดรถแทบทั้งหมดเลย มีทั้งแบบวนจอด และมี Mechanical Parking อีกเล็กน้อย เป็นที่จอดรถอัตโนมัติที่ย้ายรถขึ้นลงได้ ทำให้ในพื้นที่จำกัดสามารถจอดรถได้เยอะขึ้นครับ นอกจากนี้ยังมีจุด EV Charger ให้ด้วย ห้องนิติบุคคลจะอยู่ก่อนเข้าไปใน Lobby ด้านหน้าห้องนิติบุคคลจะมีชั้นสำหรับวางพัสดุและอาหารด้วย ในโซน Lobby ก็จะมีที่นั่งคอย มีโถงลิฟต์ ห้องจดหมาย ห้องน้ำ และห้องซักผ้า ส่วนด้านนอกก็จะมีสวนสีเขียวที่สามารถเดินเชื่อมขึ้นไปชั้น 2 ได้ครับ


ด้านหน้าทางเข้าโครงการ

เข้ามาในซอยแน่นอนว่าตัวอาคารจะต้องโดดเด่นกว่าใครแน่นอนฮะ เห็นแค่รั้วก็ต้องเหลียวมองแล้ว สีหลักของ THE MUVE บางหว้า ก็จะมาในโทนสีส้มและสีเขียว แล้วใช้เส้นสายสร้างเป็น Dynamic ให้โครงการดูมีลูกเล่นมากขึ้น อย่างตัวรั้วเองเน้นสีส้มเป็นหลัก ทั้งแผงรั้วก็จะมีเส้นตรงตกแต่งอยู่ตั้งแต่ซ้ายสุดไปจนขวาสุด แล้วตัวอาคารก็จะเน้นไปที่โทนสีเขียวเข้ม มีการใช้เส้นสีส้มนำสายตาจากรั้วให้มองไปยังอาคาร มองขึ้นไปก็จะเห็นห้องที่เป็น Co-working Area ก่อนเลย ตัวโครงการทำเป็นห้องกระจกโค้งด้วยครับ


Lobby

ตัว Lobby มาในโทนเรียบง่าย ตามปกติของคอนโด Low Rise ส่วนใหญ่ที่ขนาดโครงการไม่ใหญ่มากพื้นที่ชั้น 1 มักเอาไปทำเป็นลานจอดรถครับ เลยจะไม่ได้เน้น Lobby ที่ใหญ่โตอลังการ เข้ามาจะเจอกับงานตกแต่งที่เป็นกระจกสะท้อนพร้อมลูกเล่นที่เหมือนลึกเข้าไป ช่วยให้พื้นที่ดูกว้างขึ้น แต่ถึงขนาดจะไม่ใหญ่ ก็ยังมีฟังก์ชันให้สำหรับนั่งพักคอย รวมถึงมีห้องตู้จดหมายแยกให้นะ

ด้านในจะมีห้องจดหมาย ห้องน้ำ แล้วก็ห้องซักผ้าด้วย เป็น Lobby ที่รวมทุกโซนเอาไว้ด้วยกัน แต่แบ่งสัดส่วนการใช้สอยได้ดี ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ามากฮะ


สวนที่ชั้น 1

สวนที่ชั้น 1 ก็จะรายล้อมไปด้วยทั้งต้นไม้ใหญ่ และไม้พุ่ม จะมีมุมพักผ่อนอยู่ 3 จุดด้วยกัน สวนมีทางเข้าหลายทางนะครับ จะเข้าจากด้านหน้าใกล้กับป้อม รปภ. หรือเข้ามาทางบันไดที่เชื่อมกับชั้น 2 ก็ได้ ขนาดถือว่าใหญ่และทำออกมาได้สวยน่าออกมาเดินเล่นพักผ่อนเลย

ส่วนกลางหลัก ที่ชั้น 2

หลากหลายฟังก์ชัน ตอบโจทย์ทั้งวัยเรียนและทำงาน มีสวนและมุมพักผ่อนด้วย

ขึ้นมาชั้น 2 พื้นที่ส่วนกลางก็จะถูกจัดไว้ส่วนหนึ่งของตึกเลย เริ่มจากสวนด้านนอก มีมุมพักผ่อนและบันไดเชื่อมกับสวนที่ชั้น 1 เป็นสวนที่ถ้าเราเลือกห้องที่หันหน้าเข้ามาในโครงการ เวลามองลงไปก็จะเห็นสวนนี้อยู่ตรงกลางโครงการเลยครับ

เข้ามาด้านในจะเจอ Gym เป็นห้องออกกำลังกายที่ได้วิวสวน มีอุปกรณ์ครบ ด้านหน้า Gym จะมี Pantry Area ที่วาง Vending Machine เอาไว้ เผื่อเราออกกำลังกายเหนื่อยๆ หรือคิดงานหนักๆ แล้วอยากจะพัก ก็มีทั้งน้ำ ขนม และเครื่องดื่มมากมายให้ได้ผ่อนคลายบ้าง

ด้านใน Working Area ก็จะมีหลายโซนครับ ทั้งโซนที่เป็น Private Working โซนนั่งทำงาน และโซน Skill-up Studio ให้อารมณ์เหมือนเป็นห้องอเนกประสงค์ที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งาน เป็นห้องที่โปร่ง ด้วยช่องแสงขนาดใหญ่ที่ยื่นออกไปนอกอาคาร


Multi-purpose Garden

สวนที่ชั้น 2 ก็เน้นต้นไม้ใหญ่กับไม้พุ่มเหมือนกันครับ ตอนนี้โครงการเสร็จใหม่ๆ ต้นไม้ยังเพิ่งลง ยังไม่แตกใบออกเต็มที่ แต่โครงการก็ใส่ต้นไม้มาให้ขนาดถือว่าใหญ่เลยทีเดียว ผมคิดว่าอีกหน่อยถ้าต้นไม้ใหญ่แตกใบ/โตขึ้น จะดูร่มรื่นขึ้น แล้วก็ให้ร่มเงากว่านี้อีกพอสมควรครับ จุดพักผ่อนก็จะมีหลายมุม เขาดีไซน์แต่ละมุมไม่ให้ซ้ำกันเลย ก็มานั่งเล่น พักผ่อนหย่อนใจกันได้ ตอนเย็นแสงค่อนข้างสวยเลยครับ น่าจะเป็นพื้นที่ส่วนกลางอีกจุดที่มีลูกบ้านมาใช้งานเยอะในอนาคต


Gym

ห้องออกกำลังกายอยู่ติดกับสวนเลย อุปกรณ์ที่เขาให้มาก็ครบครันครับ ไม่ว่าจะเป็น Cardio หรือ Weight Training ฝั่งนึงจะหันหน้าเข้าวิวสวนเลย อีกฝั่งก็มีกระจกให้มองเพลินๆ ระหว่างออกกำลังกาย ภายในห้องมีตู้น้ำให้บริการด้วยครับ


ห้องน้ำส่วนกลาง

ห้องน้ำส่วนกลางที่ชั้น 2 จะอยู่ข้างๆ Gym เป็นห้องน้ำใหญ่ที่ออกแบบเป็น Universal Design รองรับการใช้งานได้ทุกเพศทุกวัย ใหญ่พอที่จะเข็นรถเข็นเข้ามาได้สบาย และตัวสุขภัณฑ์จะเป็นแบบ Auto Washlet ด้วยครับ จริงๆ ห้องน้ำที่ Lobby ก็จะได้แบบนี้เช่นเดียวกันนะ


Co-working Area

นอกจากกลุ่มวัยทำงาน กลุ่มวัยเรียนเองก็เป็นอีกกลุ่ม ที่โครงการตั้งใจทำมารองรับครับ ด้วยทำเลที่อยู่ติดม.สยาม รวมไปถึงนั่งรถไฟฟ้าตรงไปถึงจุฬาฯ ได้เลยทั้ง 2 สาย ดังนั้นพื้นที่ส่วนกลางของที่นี่ ก็เลยจะมีทั้งห้องสำหรับมาทำงานและติวหนังสือ/ทำการบ้านเช่นกัน

มาดูโซน Co-Working Area กันก่อนครับ ตรงกลางเขาวางเป็นโต๊ะยาวไปเลย แต่ก็มีเคาน์เตอร์บาร์เหมือนกันถ้าใครอยากนั่งคนเดียว ได้วิวนอกโครงการด้วยนะครับ มองดูรถวิ่งผ่านไปผ่านมาได้ เป็นมุมที่เหมาะกับการนั่งเหม่อมาก หรือถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวขึ้นมาหน่อย ก็มีที่นั่งแบบโซฟาด้วย จะนั่งคนเดียวหรือนั่งเป็นกลุ่มก็ได้ เป็นห้องที่สีสันสดใสดีฮะ แถมยังได้หน้าต่างบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ เข้ามาแล้วรู้สึกปลอดโปร่ง น่านั่งทำงานดีเหมือนกันนะ


Skill-up Studio

ห้องนี้เป็นเหมือนห้องอเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้หลากหลาย จะทำเป็นห้องประชุมแบบส่วนตัว หรือทำเป็นห้อง Workshop เล็กๆ ก็ได้ หรือเป็นห้องเอาไว้รวมกลุ่มติวหนังสือกับเพื่อนๆ โครงการมีทีวีและ Magnetic Board เอาไว้ให้เราได้คิดไอเดียต่างๆ เก้าอี้และโซฟาก็เคลื่อนย้ายได้ตามใจชอบครับ รองรับทั้งการใช้งานคนเดียวและการใช้งานแบบกลุ่ม


Private Working Area

โซนนี้จะเป็นโซนที่มีความเป็นส่วนตัวครับ ถ้าไม่ชอบนั่งโต๊ะร่วมกับใคร อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว ตรงนี้ก็จะให้อารมณ์เหมือนอยู่ในห้องส่วนตัวมากขึ้นครับ


Pantry

และติดกันจะเป็นโซน Pantry ที่มีตู้ Vending Machine และตู้เต่าบินติดตั้งมาให้ด้วย เผื่อทำงานเหนื่อยๆ คิดไอเดียไม่ออก ก็เดินออกไปซื้อน้ำ ของกินเล่น กาแฟ หรือเครื่องดื่มต่างๆ ได้

ออกกำลังกายและพักผ่อนได้ที่ชั้น Rooftop

มีสวน พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ และมุมออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายแบบกลางแจ้ง

ที่นี่ขึ้นมาดูวิวเมืองที่ดาดฟ้าได้นะ ชั้นดาดฟ้าจะแบ่งออกเป็น 2 โซนครับ คือโซน Stretching ขึ้นมาออกกำลังกายกลางแจ้งรับแดดรับลมได้ ส่วนอีกโซนเป็น Productive Garden ก็จะมี Sansiri Backyard ที่มีอยู่ทุกโครงการของแสนสิริ เอาไว้ปลูกพืชผักสวนครัวให้ลูกบ้านได้นำไปใช้ รอบๆ ก็จะมีมุมพักผ่อน ชมวิวเมือง มองเห็นรถไฟฟ้าด้วยครับ


Stretching Zone

ขึ้นมาจะเจอโซนนี้ก่อนเลย สามารถมาออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสายกันได้ แนะนำให้มาช่วงเช้า จะได้รับแสงแดดที่ไม่ร้อนเกินไป หรือจะมาตอนเย็น แดดกำลังจะหุบ พระอาทิตย์กำลังจะตก อากาศก็จะไม่ร้อนมาก เหมาะกับการออกกำลังกายฮะ


Productive Garden

เดินมาหน่อยก็จะเจอสวนสีเขียวแบบนี้เลย ส่วนใหญ่จะเป็นไม้พุ่มครับ ต้นไม้จะตั้งโดดเด่นอยู่หนึ่งต้น โอบล้อมไปด้วยบาร์และพื้นที่นั่งเล่น ส่วนด้านข้างจะเป็น Sansiri Backyard สวนที่ต้องมีในทุกโครงการของแสนสิริ เอาไว้ปลูกพืชผักสวนครัวครับ เป็นสวนที่ใช้กินก็ดี มาพักผ่อนก็ได้เช่นกัน

สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

ในโครงการไม่ได้มีแค่พื้นที่ส่วนกลาง แต่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ด้วยนะ

ระบบรักษาความปลอดภัย

เริ่มจากเรื่องระบบการรักษาความปลอดภัยก่อน ด้านหน้าทางเข้าก็จะมีป้อมรปภ. คอยดูคนเข้าออก 24 ชั่วโมงครับ นอกจากนี้รอบๆ อาคารก็ยังมีกล้องวงจรปิดติดตั้งเอาไว้เพื่อความปลอดภัยด้วย โดยโครงการของแสนสิริจะมี LIV-24 ที่เป็นระบบคอย Monitor ความเรียบร้อยจากศูนย์ส่วนกลางผ่านทั้งกล้องและ Sensor ต่างๆ ช่วยดูแลความเรียบร้อยของโครงการให้ด้วยครับ

ซึ่งทางรถเข้าออกของโครงการ ที่นี่จะใช้เป็นระบบไม้กั้นอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ รวมถึงทางเข้า Lobby ก็จะมีติดตั้ง Face Scan เพื่อความปลอดภัยครับ


ห้องซักผ้า

ห้องซักผ้าจะอยู่ติดกับตู้จดหมายเลย มีทั้งเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าผ่านบริการของ Trendy Wash ครับ

Vending Machine

มีทั้งตู้เครื่องดื่มและขนม กับตู้เต่าบินครับ ดึกๆ หิวแล้วไม่อยากออกไปข้างนอกก็เดินมาที่โซนนี้ได้เลย


จุดรับพัสดุ/อาหาร

จุดที่รับพัสดุ/อาหาร จะอยู่ด้านหน้าติดกับห้องนิติบุคคล ใกล้กับ Lobby เลย ขนส่งหรือไรเดอร์ไม่ต้องขับเข้าไปไกล แล้วเราเองก็ไม่ต้องเดินออกมาเอาไกลเช่นกัน

รถรับ-ส่งไปสถานีรถไฟฟ้า

ด้วยความที่โครงการไม่ได้ไกลกับสถานีรถไฟฟ้ามาก ก็ยังสามารถเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ แต่ถ้าไม่อยากเดิน โครงการมีบริการรถไปรับ-ส่งที่สถานีรถไฟฟ้าให้ด้วยครับ ก็ช่วยประหยัดเวลาได้


ลานจอดรถพร้อม EV Charger

ลานจอดรถจะอยู่รอบบริเวณชั้น 1 เลย มีจำนวนที่จอดทั้งหมด 31% ครับ จะมีฝั่งที่เพดานสูงด้วย ฝั่งนี้จะใส่ Mechanical Parking ได้ ก็จะทำให้ลูกบ้านมีที่จอดรถมากขึ้น ที่นี่จะมีที่จอดรถสำหรับ EV Charger 1 ที่ เป็นตู้ของ SHARGE ครับ นอกจากนี้ก็จะมีที่จอดสำหรับผู้พิการอีกหนึ่งจุด

แปลนอาคารและ Layout ห้อง

เป็นคอนโด Low Rise อาคารเดียว แปลนแต่ละชั้นจะเหมือนกัน ไทป์ห้องมีให้เลือก 1 Bedroom – 1 Bedroom Plus

ที่นี่เป็นอาคาร Low Rise สูง 8 ชั้นที่มี 1 อาคารด้วยกัน แปลนอาคารก็จะเป็นตัว U ครับ ถ้าดูในแปลนจะเห็นว่าโถงลิฟต์อยู่ฝั่งซ้าย คนที่จะอยู่ฝั่งขวาก็อาจจะเดินไกลนิดนึง แต่ก็จะได้ความ Private มากขึ้น ไทป์ห้องส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ 1 Bedroom 24 – 26.50 ตร.ม. เป็นหลัก (สังเกตได้จากห้องสีส้มในแปลนครับ) ส่วนห้องที่อยู่มุมอาคารจะเป็นห้องใหญ่ทั้งหมด อย่าง 1 Bedroom 33.75 ตารางเมตรจะมีแค่ชั้นละห้อง ส่วน 1 Bedroom Plus 35.75 – 36 ตร.ม. ก็จะมีชั้นละ 4 ห้อง และห้องที่ใหญ่ที่สุดในโครงการเป็น 1 Bedroom Plus 39.25 ตร.ม. จะมีชั้นละห้องครับ

ชั้น 3 – 7 แปลนอาคารจะเหมือนกันทั้งหมดเลย ชั้น 8 จะต่างจากชั้นอื่นๆ อยู่จุดเดียว คือเป็นชั้นเดียวที่มีห้อง 1 Bedroom Plus 34.75 ตร.ม. เพราะด้านข้างมีห้องเก็บของครับ ทำให้ซอยเป็นสี่ห้องติดกันเหมือนเดิมไม่ได้ เขาเลยใส่ 1 Bedroom Plus นี้เข้ามา ก็ต้องบอกว่าเป็นยูนิตที่ Rare ที่สุดของโครงการนี้เลย

ชั้น 3 – 7

ชั้น 8


Layout ห้องแต่ละไทป์

ไทป์ห้องหลักๆ จะมีทั้งหมด 5 ไทป์ด้วยกัน เป็น 1 Bedroom 2 ไทป์ และ 1 Bedroom Plus อีก 3 ไทป์ Layout ห้องไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่ฮะ

1 Bedroom 24 – 33.75 ตารางเมตร

1A คือไทป์มาตรฐานเริ่มต้นของโครงการ ด้านหน้าเป็นครัวปิด ด้านข้างมีตู้เก็บรองเท้าและของใช้ต่างๆ ด้านในเป็น Living Area ขนาดใหญ่ที่แบ่งออกเป็นโซนๆ มุมเตียงนอนจะอยู่ติดริมหน้าต่าง ข้างๆ กันวางโซฟาขนาด 2 ที่นั่งได้ ฝั่งตรงข้ามมีโต๊ะ กระจก และเก้าอี้มาให้ ทำเป็นชั้นวางทีวี โต๊ะทำงานหรือโต๊ะเครื่องแป้งก็ได้ ส่วน Walk-in Closet ก็จะแบ่งโซนแต่งตัวกับห้องน้ำไว้ด้วยกันฮะ ระเบียงอาจจะไม่ได้มาใหญ่มาก เพราะครัวมีที่วางเครื่องซักผ้าให้ แต่ก็สามารถออกไปใช้งานได้จริง

ห้องไทป์นี้เราก็จะเห็นได้บ่อยสำหรับคอนโดแบรนด์ THE MUVE เป็นห้องที่จัดออกมาค่อนข้างลงตัว และใช้พื้นที่เต็มอย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุดด้วยการให้เฟอร์นิเจอร์บิวด์อินที่ดีไซน์มาพร้อมกับห้อง เลยเป็นห้อง 24 ตร.ม. ที่มีฟังก์ชันค่อนข้างครบครับ

จุดที่ 1A กับ 1B ต่างกันคือขนาดครับ Layout เอาจริงก็ไม่ได้ต่างกัน แต่ 1B มีพื้นที่ 33.75 ตารางเมตร ได้พื้นที่ครัวกับตู้เก็บของที่ค่อนข้างใหญ่ ส่วน Living Area ก็กว้างขึ้น วางโต๊ะกินข้าวแบบ 2 ที่นั่งได้สบาย หรือจะวางเป็นโต๊ะทำงานจริงจังก็ยังได้ มุมทีวีก็ใหญ่ขึ้น ด้วยความที่เตียงกับโซฟาอยู่ไกล เราสามารถวางทีวีจอใหญ่ๆ ได้เลย เช่นเดียวกันกับมุม Walk-in Closet ที่ได้พื้นที่วางตู้เสื้อผ้ากว้างขึ้นด้วยเช่นกัน ห้องนี้อยู่แบบคนเดียวก็สบาย อยู่สองคนก็ไม่อึดอัด พื้นที่เยอะขึ้น ห้องกว้างขึ้น แถมมีที่เก็บของทั้งหน้าห้องและตู้เสื้อผ้าใหญ่ขึ้นด้วย

1A

1B


1 Bedroom Plus 34.75 – 39.25 ตารางเมตร

มาดูห้องใหญ่กันบ้างครับ จะมี 3 ไทป์หลักๆ และทุกไทป์เป็นครัวเปิดทั้งหมดเลย เริ่มจาก 1C ขนาด 34.75 ตร.ม. เป็นห้องหน้ากว้าง ฝั่งขวาเป็นครัว ฝั่งซ้ายเป็นตู้เก็บของ โต๊ะกินข้าวอยู่ติดกับครัวเลย วางโต๊ะขนาด 3 – 4 ที่นั่งได้ ติดกันเป็นมุมนั่งเล่น ด้านในสุดเป็นห้องอเนกประสงค์ที่มีประตูบานเลื่อนกระจกกั้นเอาไว้ฮะ ทำเป็นห้องนอนเล็กได้นะ ส่วนห้องนอนก็จะเป็นผนังทึบ เพื่อความเป็นส่วนตัว วางเตียงขนาด 5 ฟุตได้ วางตู้เสื้อผ้าได้ ระเบียงยาวที่สุดถ้าเทียบกับยูนิตอื่นๆ

ไทป์ 1D ขนาด 36 ตร.ม. ครัวอยู่ข้างหน้าเหมือนกันครับ เป็นครัวเปิดที่ถ้าเราอยากกั้นห้องก็ทำได้ ติดตั้งประตูเองได้ ห้องนี้ฝั่งซ้ายจะเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนตัว เป็นผนังทึบทั้งสองห้อง ห้องอเนกประสงค์กว้างขึ้น ทำเป็นห้องนอนจริงจังได้เลย ส่วนฝั่งขวาเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนรวมครับ มีห้องน้ำติดกับครัว ขยับเข้าไปเป็น Living Area ที่รวมมุมนั่งเล่นกับมุมกินข้าวเอาไว้ด้วยกัน

และไทป์ 1F ขนาด 39.25 ตร.ม. เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในโครงการ Layout แทบไม่ต่างจาก 1D เลยครับ จุดที่ต่างก็คือครัวใหญ่ขึ้น เป็นครัวเปิดที่กั้นห้องทำเป็นครัวปิดได้เหมือนกัน โซนครัวนอกจากจะวางเคาน์เตอร์ ตู้เย็น และตู้เก็บของแล้ว ยังมีพื้นที่เหลือให้ตกแต่งเพิ่มได้ จะวางตู้เก็บของเพิ่ม หรือทำเป็นมุมนั่งใส่รองเท้าก่อนออกจากห้องก็น่ารักดีฮะ

ทั้ง 3 ไทป์เหมาะกับทั้งอยู่คนเดียว แต่ต้องการห้องใหญ่ ปรับเปลี่ยนได้หลายฟังก์ชัน หรืออยู่เป็นคู่ก็ไม่อึดอัด ถ้าอยู่เป็นครอบครัวก็สบาย มีทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนรวมเลย

1C

1D

1F

ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom 25 ตารางเมตร

Living Area กว้างขวาง ได้ครัวแบบปิด มี Walk-in Closet

มาดูห้องตัวอย่างกันบ้างครับ ดูจาก Layout ห้องก็จะเห็นว่าด้านหน้าติดกับทางเข้าจะเป็นครัว มีประตูบานเลื่อนกระจกกั้นเอาไว้ให้ ด้านในจะเป็น Living Area ที่แบ่งเป็นโซนต่างๆ ด้วยความที่ทางโครงการเองแต่งห้องมาแบบ Fully Furnished ให้ทั้งเฟอร์ฯ ลอยตัว และ Built-in ทำให้เราไม่ต้องซื้อเฟอร์ฯ เพิ่มเยอะครับ เพราะของที่ได้ก็ค่อนข้างเต็มแล้ว

อย่างด้านหน้าก็ Built-in ชุดครัวมาให้ มีเตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน และอ่างล้างจานติดตั้งมาให้เลย ฝั่งตรงข้ามก็มีตู้อเนกประสงค์ เก็บรองเท้าได้ เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ ได้ หรืออย่าง Living Area เองก็มีฐานเตียงมาให้แล้ว โซฟาหรือโต๊ะกาแฟก็ได้เหมือนกัน ยังไม่หมดแค่นี้ฮะ โต๊ะทำงานก็มาพร้อมเก้าอี้ กระจก มีฟังก์ชันให้วางของได้อีก เขาดีไซน์มาเผื่อแล้ว เป็นมุมที่ฟังก์ชันหลากหลายมาก จะเป็นโต๊ะวางทีวี โต๊ะทำงาน หรือโต๊ะเครื่องแป้งก็ได้ ส่วน Walk-in Closet ก็ Built-in มาให้เช่นเดียวกัน อยู่ติดกับห้องน้ำเลย เข้าออกสะดวก เปลี่ยนเสื้อผ้าง่าย แถมยังช่วยแบ่งโซนได้ดี ทำให้จากมุม Living เราจะไม่เห็นห้องน้ำด้วย ส่วนห้องน้ำเองก็ให้ทุกอย่างมาครบครับ


โถงทางเข้าห้อง : Built-in ตู้มาให้พร้อมฟังก์ชันที่หลากหลาย

สำหรับโถงทางเข้า เปิดมาก็จะเป็นครัวครับ แต่ฝั่งตรงข้ามครัว ทางโครงการเขา Built-in ตู้เก็บของมาให้เราแล้ว ซึ่งเป็นช่องพอดีกับตัวห้องเลย ตู้นี้เป็นทั้งที่เก็บรองเท้า และของใช้ต่างๆ ได้ อย่างถ้าเรามีไม้กวาด ที่ตักผง เครื่องดูดฝุ่นหรือเตารีดต่างๆ เพื่อไม่ให้รกห้อง เราสามารถเอามาใส่ในตู้นี้ให้ดูเป็นระเบียบได้ ด้านบนตู้รองเท้า เราก็สามารถใส่ของที่เราใช้ประจำก่อนจะออกห้องได้ อย่างพวกกุญแจรถ คีย์การ์ด บัตรพนักงาน กระเป๋าเงิน หรือเครื่องประดับต่างๆ ด้านข้างตู้เขามีที่แขวนมาให้ด้วย เผื่อเราห้อยพวกพวงกุญแจ ผ้า หมวก หรือกระเป๋าต่างๆ ได้


ครัวแบบปิด : ได้ชุดครัวครบ มีช่องวางเครื่องซักผ้า ช่วยประหยัดพื้นที่

ชุดครัวจะ Built-in มาให้เหมือนกับห้องตัวอย่างเลยครับ เคาน์เตอร์ด้านล่างเก็บของได้ มีช่องสำหรับวางเครื่องซักผ้า เราจะได้ไม่ต้องเอาเครื่องซักผ้าไปวางที่ระเบียง ด้านบนก็เก็บของได้ ช่องวางไมโครเวฟก็ไม่สูงเกินไป นอกจากนี้ก็จะติดตั้งอ่างล้างจาน เตาไฟฟ้า และเครื่องดูดควันมาให้ด้วยครับ


Living Area ขนาดใหญ่ : เฟอร์ฯ จัดเต็ม แทบไม่ต้องแต่งเพิ่ม

ทางโครงการเองจะให้ฐานเตียง โซฟาขนาด 2 ที่นั่ง และโต๊ะกาแฟมาด้วยครับ เหมือนกับห้องตัวอย่างเลย เตียงนอนก็จะอยู่ติดกับหน้าต่าง ฐานเตียงจะมีลิ้นชักแบบเคลื่อนที่ได้ มีล้อในตัว ดึงออกมาได้แบบอิสระ ไม่ติดกับฐานเตียง ส่วนปลายเตียงก็มีที่เก็บของเช่นกัน ช่วยเพิ่มมุมเก็บของในพื้นที่ที่จำกัดได้ดีมากฮะ

โซฟาที่เขาให้มาก็ไม่ได้เล็กนะครับ เป็น 2 ที่นั่งที่ค่อนข้างกว้างเลย ส่วนโต๊ะกาแฟจะวางด้านข้าง หรือวางด้านหน้าก็ได้ ไม่เกะกะ

อีกฝั่งก็จะ Built-in โต๊ะมาให้เหมือนกัน มีกระจก และเก้าอี้เหมือนกับห้องตัวอย่างด้วย ถือเป็นมุมที่ค่อนข้างอเนกประสงค์เลยครับ นอกจากจะเอาไว้วางทีวีได้แล้ว ก็ทำเป็นมุมโต๊ะเครื่องแป้ง หรือโต๊ะทำงานได้ด้วย ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันที่เราต้องการใช้งานครับ อย่างใครที่ไม่ได้ทำงานที่ห้อง ก็เอาไว้วางของสะสมอย่างอื่นได้ หรือถ้าเราเปลี่ยนจากการวางทีวีไว้บนโต๊ะ ไปเป็นการแขวนทีวีติดที่ผนังแทน ก็จะทำให้เรามีพื้นที่บนโต๊ะมากขึ้น

ส่วนที่เป็นฝั่งตู้เสื้อผ้าเขาก็ไม่ได้ปล่อยไว้เฉยๆ แต่ทำเป็นชั้นวางของเพิ่มเข้ามาให้ ดูเนียนไปกับตัวตู้เสื้อผ้า ทั้งยังมีที่แขวนของต่างๆ ติดตั้งมาให้อีก ข้อดีของการมีตู้เสื้อผ้าแบบนี้ คือนอกจากจะได้ Walk-in Closet แล้ว ยังเพิ่มพื้นที่เก็บของได้ทั้งสองฝั่ง แถมยังเป็นเหมือนฉากกั้นระหว่าง Living Area, มุมแต่งตัว และห้องน้ำด้วย

ส่วนระเบียง ด้วยความที่ครัวมีที่วางเครื่องซักผ้าแล้ว ถึงแม้ระเบียงเราจะไม่ได้ใหญ่แต่ก็สามารถใช้งานจริงได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการตากผ้า วางเก้าอี้ไว้ชมวิว ปลูกต้นไม้เพิ่มความสดชื่นให้กับห้อง หรือตกแต่งระเบียงต่างๆ ให้ห้องดูมีชีวิตชีวามากขึ้นได้


Walk-in Closet : เป็นมุมส่วนตัว วางเสื้อผ้าและของใช้ได้เยอะ

เราจะได้ Walk-in Closet เหมือนในห้องตัวอย่างเลยครับ ฝั่งซ้ายจะเป็นตู้แบบเปิด ไม่มีหน้าบาน มีมุมลิ้นชักมาให้ ราวแขวนมีทั้งด้านบนด้านล่าง ฝั่งขวาจะมีบานปิดมาให้เรียบร้อย ด้านในจะไม่มีลิ้นชัก แต่จะเป็นราวแขวนด้านบนด้านล่างฮะ ส่วนด้านบนก็เก็บของใช้หรือกระเป๋าเดินทางได้ เป็นมุมที่สามารถเก็บทั้งเสื้อผ้าและของได้เยอะมาก

ข้อดีของการที่มีตู้เสื้อผ้าอยู่ติดกับห้องน้ำ คือเวลาเราจะแต่งตัว ไม่ต้องเดินไกล ทั้งยังไม่ต้องกลัวโป๊ด้วย เพราะเป็นมุมทึบ


ห้องน้ำ : มีฉากกั้นอาบน้ำให้ ได้ที่เก็บของหลายมุม

ห้องน้ำที่นี่ก็ให้สุขภัณฑ์มาครบเลย มีชักโครก ที่ใส่กระดาษทิชชู่ สายชำระ ราวแขวนผ้า ส่วนห้องอาบน้ำมีฉากกั้นประตูบานเลื่อนกระจก ด้านในมีฝักบัว มาพร้อมชั้นวางของแบบเจาะผนังขนาดใหญ่ วางของได้เยอะเลยครับ ทำชั้นแบบ Built-in เพิ่ม หรือซื้อชั้นสำเร็จรูปมาวางให้พอดีกับช่อง ก็จะทำให้เราวางอุปกรณ์อาบน้ำได้เยอะขึ้น

ส่วนอ่างล้างหน้ามาพร้อมตู้ที่เก็บของได้ กับกระจกที่เปิดออกมา ด้านในจะเป็นชั้นเก็บของเช่นกัน เป็นมุมที่มีประโยชน์มากครับ เพราะเราสามารถสต็อกของใช้ในห้องน้ำเอาไว้ด้านในได้แบบไม่เกะกะสายตาหรือเปลืองพื้นที่เก็บของในส่วนอื่นของห้อง

ห้องแบบ Fully Furnished ที่คิดการใช้งานมาให้แล้ว

เฟอร์นิเจอร์ให้มาครบทั้งลอยตัวและ Built-in ใช้พื้นที่ในห้องคุ้มค่าทุกตารางเมตร

ทางโครงการขายห้องแบบ Fully Furnished ให้เฟอร์นิเจอร์มาแบบแน่นๆ เลยครับ เพราะเขาคิดมาแล้วว่าเฟอร์นิเจอร์แต่ละอย่างจะตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของเราได้ยังไง และทำยังไงถึงจะรีดฟังก์ชันการใช้งานออกมาจากพื้นที่จำกัดให้ได้มากที่สุด

อย่างห้องครัว ก็มีชุดเคาน์เตอร์ครัว อ่างล้างจาน เตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควันมาให้ นอกจากนี้ยังมีตู้เก็บของแบบ Built-in ด้วย ด้านล่างก็วางเครื่องซักผ้าได้ ด้วยความที่ขนาดห้องไม่ได้ใหญ่ แน่นอนว่าระเบียงก็ไม่ใหญ่ตามไปด้วย ดังนั้นการวางเครื่องซักผ้าในครัว ก็จะทำให้เราใช้พื้นที่ระเบียงทำอย่างอื่นได้อย่างเต็มที่ เช่น การทำสวนเล็กๆ ตากผ้า หรือการวางเก้าอี้เอาไว้นั่งเล่นชิลๆ

ส่วน Living Area ก็ได้ทั้งโซฟาขนาด 2 ที่นั่ง โต๊ะกาแฟ โต๊ะทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้หลายฟังก์ชัน ใช้เป็นโต๊ะทำงานเฉยๆ หรือเป็นที่วางทีวีด้วยก็ได้ หรือจะทำเป็นโต๊ะแต่งหน้าก็ดีฮะ เขามีเก้าอี้กับกระจกมาให้พร้อมเลย ในโซนเตียงนอนก็จะมีฐานเตียง ด้านล่างมีลิ้นชักเก็บของ และปลายเตียงมีช่องให้ได้เก็บของเช่นกัน มุมแต่งตัวทำเป็น Walk-in Closet ที่ Built-in มาให้แบบพร้อมใช้งาน 2 ฝั่งเลย ส่วนห้องน้ำอ่างล้างหน้ามีตู้เก็บของ กระจกด้านหลังก็เก็บของได้ มีชักโครก สายชำระ ที่ใส่ทิชชู่ ราวแขวนผ้า ห้องอาบน้ำมีฝักบัว ชั้นวางของแบบเจาะผนัง และฉากกั้นประตูบานเลื่อนกระจกกั้นส่วนเปียกกับส่วนแห้ง นอกจากนี้ก็จะให้แอร์กับ Digital Door Lock ด้วยฮะ

เราขอพาไปดูห้องที่จะได้จริงๆ กันครับ


ห้องครัว

ชุดครัวที่ได้จะเหมือนกับห้องตัวอย่างเลยครับ เคาน์เตอร์ครัวมีช่องวางเครื่องซักผ้าทุกห้อง เราจะได้ไม่ต้องไปเปลืองพื้นที่ระเบียง ตู้เก็บของด้านบนก็เก็บอุปกรณ์และเครื่องปรุงอาหารได้ เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน และอ่างล้างจานจะใช้ของ TEKA ครับ

อีกฝั่งจะมีตู้เก็บของที่ Built-in มาให้พอดีกับช่อง สามารถใส่รองเท้า ข้าวของเครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ ได้


ห้องนั่งเล่น

ทางโครงการให้โซฟาเหมือนกับห้องตัวอย่างเลยครับ เป็นขนาด 2 ที่นั่งที่ค่อนข้างกว้าง มีโต๊ะกาแฟมาให้ จะวางไว้ด้านหน้าหรือด้านข้างก็ได้

นอกจากนี้ยังมีโต๊ะแบบ Built-in เป็นโต๊ะยาวแบบอเนกประสงค์ วางทีวีได้ หรือทีวีจะติดที่ผนังแล้วเพิ่มพื้นที่เป็นโต๊ะทำงานก็ได้ ถ้าจะทำเป็นโต๊ะเครื่องแป้งก็มีกระจกติดตั้งมาให้เช่นกัน เก้าอี้มีมาให้ นอกจากนี้ตู้เสื้อผ้าฝั่งที่เป็นห้องนั่งเล่น ยังทำเป็นชั้นวางของให้เราได้อีก มีราวแขวนติดตั้งมาให้ 3 อันด้วย


มุมเตียงนอน

ทางโครงการจะให้ฐานเตียงมาด้วย ตัวฐานเตียงค่อนข้างสูง เพราะด้านล่างเขาทำเป็นช่องเก็บของฮะ อย่างตัวลิ้นชัก จะเป็นล้อที่ลากออกมาได้อย่างอิสระ ส่วนปลายเตียงก็เป็นที่เก็บของด้านใน แค่เราเปิดขึ้นมาก็ใส่ของได้อีกเยอะเลย


โซน Walk-in Closet

ทางโครงการจะ Built-in ตู้เสื้อผ้ามาให้เหมือนในห้องตัวอย่างเลยครับ การวางจะบังประตูห้องน้ำเอาไว้ เหมือนกั้นเป็นโซนสำหรับอาบน้ำแต่งตัวให้มีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น ฝั่งขวาจะมีลิ้นชักและชั้นวางของมาให้ แต่ไม่มีประตูปิด อีกฝั่งจะมีประตูปิด มาพร้อมราวแขวนทั้งบนและล่าง ด้านบนของทั้งสองฝั่งก็สามารถวางของได้อีก


ห้องน้ำ

ห้องน้ำก็ได้สุขภัณฑ์ต่างๆ มาครบเลย อ่างล้างหน้าก็มีช่องเก็บของด้านล่าง ตัวกระจกก็สามารถเปิดออกมาได้ ด้านในเป็นชั้นวางของ ตรงข้ามกับอ่างล้างหน้าจะเป็นชักโครกครับ มีที่ใส่ทิชชู่ สายชำระ และราวแขวนผ้าติดตั้งมาให้ด้วย ส่วนห้องอาบน้ำก็จะได้ฝักบัว กับชั้นวางของแบบเจาะผนังที่ใหญ่เลยแหละ ซื้อชั้นมาวางเพิ่ม ก็สามารถวางอุปกรณ์อาบน้ำเพิ่มได้อีก ส่วนฉากกั้นประตูบานเลื่อนกระจกก็ติดตั้งมาให้แล้วเช่นกัน

สรุป

สำหรับ THE MUVE บางหว้า ส่วนตัวมองว่าที่นี่เป็นทั้งคอนโดสำหรับคนทำงานในเมือง และมีความเป็น Campus Condo อยู่ในตัวด้วยเช่นกัน จากทำเลที่ตั้งที่ไม่ไกล Interchange บางหว้า สามารถเดินทางได้ทั้ง BTS สายสีลมและ MRT สายสีน้ำเงิน แน่นอนว่าเข้าไปทั้ง 2 สาย มีแหล่งงานขนาดใหญ่อยู่เพียบ ทั้งจากความเป็นย่าน CBD เดิมของโซนสาทร-สีลม รวมไปถึงหลายโครงการใหม่ย่านพระราม 4 รวมไปถึง Mixed-use ต่างๆ ทั้ง One Bangkok, Dusit Central Park 

ทำเลฝั่งธนและบางหว้าก็เป็นเหมือนอีกหนึ่ง Default Choice ของคนที่ทำงานในย่านนี้ ที่ขึ้นรถไฟฟ้าไปไม่กี่สถานีก็ถึงใจกลางเมือง ในราคาที่ยังจับต้องได้ ซึ่งด้วยความเป็นบางหว้าที่เป็น Interchange และต้นทาง ตรงนี้ก็จะมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องเปลี่ยนสาย และจะเลือกไปทางไหนก็ได้หมดครับ ถ้าในมุมความสะดวกในการเดินทาง เทียบบนเส้นเพชรเกษมด้วยกันเอง “สถานีบางหว้า” ส่วนตัวมองว่าเดินทางสะดวกสุดจากความเป็น Interchange ของทั้ง BTS และ MRT ครับ

แต่ว่าแต่ละสถานีก็จะมีข้อดีข้อเด่นที่ต่างกันออกไป อย่างที่มองไปที่ท่าพระ ตรงนั้นเค้าก็จะใกล้เมืองกว่า ไปจรัญฯ ง่ายกว่า หรือถ้ามองทางฝั่งภาษีเจริญ ก็ต้องบอกว่าฝั่งนั้นก็อุดมสมบูรณ์กว่า มีห้างมีของกินเยอะ ซึ่งในแง่ของห้างและความอุดมสมบูรณ์ บางหว้าอาจจะยังไม่เท่า

ดังนั้นก็อยู่ที่โจทย์ของแต่ละคนครับ ว่าเน้นในด้านไหน ถ้าเอาความสะดวกในการเข้าเมืองเป็นเรื่องหลัก ปกติใช้ชีวิตทั้งในแนวรถไฟฟ้า BTS และ MRT ตัวทำเล “บางหว้า” ก็จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีครับ

แต่ไม่ใช่แค่คนทำงานอย่างเดียว อย่างที่เล่ามาทั้งหมด ที่นี่จะมีอีกจุดเด่นคือความอยู่ใกล้ม.สยามด้วยครับ ในระยะ 270 เมตร ดังนั้นกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรก็เป็นอีกกลุ่มที่โครงการนี้ตอบโจทย์ด้วยเช่นเดียวกัน ดูจากพื้นที่ส่วนกลางต่างๆ ที่ก็จะมีพื้นที่สำหรับวัยเรียนเสริมเข้ามาด้วย เพิ่มเติมจาก Co-Working Area ปกติ 

และกลุ่มนิสิต/นักศึกษาจากในเมือง อย่างจุฬาฯ ที่มีหลายๆ คนมาอยู่คอนโดในย่านเพชรเกษม-บางหว้าตรงนี้ ด้วยเหตุผลเรื่องของราคาที่จับต้องได้กว่าคอนโดโซนสามย่านที่อยู่ใกล้ม.แบบครึ่งต่อครึ่ง แต่ยังเดินทางไปได้สะดวกครับ

รูปแบบของโครงการนี้ ก็เน้นทำมาตอบโจทย์ทั้งกลุ่มคนทำงาน, First Jobber รวมถึงนิสิต/นักศึกษาเลยครับ ด้วยราคาของโครงการที่ไม่สูงมาก จริงๆ น่าจะเป็นไม่กี่ครั้งเลย ที่เราสามารถบอกได้ว่าราคาคอนโดของแสนสิริเริ่มต้นถูกที่สุดในย่านบางหว้า-ท่าพระ อยู่ที่ 1.59 ล้านบาท (หรือเฉลี่ยประมาณ 72,000 บาท/ตร.ม. ถือว่าราคาเฉลี่ยยังไม่หนีกับคอนโดในย่านนี้มากครับ)

ซึ่งการเลือกทำเลและ Sizing ของตัวห้อง ก็ช่วยให้โครงการยังทำราคาออกมาได้ดีครับ อย่างที่ตั้ง ต้องยอมรับว่าที่นี่อาจจะไม่ได้ติดถนนใหญ่โดยตรงนะครับ แต่ก็เข้าซอยมาไม่ลึก แค่ 150 เมตร ก็ยังพอเดินไปรถไฟฟ้าได้ ด้วยระยะ 650 เมตร ซึ่งตัวทำเลก็ทำให้ที่นี่ราคาน่ารักขึ้น

ตัวห้องที่นี่ก็ทำ Sizing ค่อนข้าง Compact ครับ ประมาณ 24 ตร.ม. คูณราคาต่อตร.ม.ออกมาห้องส่วนใหญ่ของที่นี่ก็จะอยู่ช่วงล้านกลางๆ ปลายๆ ไม่เกิน 2 ล้านบาทครับ

ราคาโครงการประมาณนี้ ถ้าดูในแง่การผ่อนที่ปกติจะคิดกันล้านละ 6-7 พัน ที่นี่ก็จะอยู่ในเรทประมาณหมื่นถึงหมื่นต้นๆ (หรือถ้าได้โปรจากธนาคารช่วง 3 ปีแรกอาจจะไม่ถึงหมื่นด้วยครับ) 

ก็จะตอบโจทย์คนทำงาน ที่เริ่มมองหาที่อยู่เป็นของตัวเอง สำหรับใครที่เคยอยู่หอพัก/ห้องเช่า เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยได้มีคอนโดเป็นของตัวเองได้ หรือใครที่ปกติอยู่บ้านแล้วอยากขยับขยายมามีพื้นที่เป็นของตัวเอง ซึ่งโครงการเป็นแบบสร้างเสร็จก่อนขาย ดังนั้นก็จะพร้อมอยู่เลย ไม่ต้องผ่อนดาวน์ สำหรับใครที่เดิมเช่าอยู่ ก็ไม่ต้องติดปัญหาจ่ายเงินสองทางทั้งเช่าทั้งผ่อนรอโครงการสร้างเสร็จครับ

และสำหรับใครมองเรื่องลงทุน ด้วยราคาโครงการที่ Start มาล้านกลางๆ ที่นี่ก็น่าจะยังทำราคาเช่าออกมาได้น่าสนใจ ให้ไม่สูงเกินไปสำหรับกลุ่มนักศึกษา/คนทำงานตอนต้นครับ

ซึ่งรูปแบบห้องของที่นี่ ก็มาแบบ Fully Furnished เลย คือไม่ใช่แค่ให้ครบ แต่ผ่านการออกแบบมาแล้วครับ ว่าอะไรควรอยู่ตรงไหน และจัดวางอย่างไรดี ทำให้ตัวเฟอร์นิเจอร์ตรงนี้ ช่วยมา Maximize การใช้งานพื้นที่ที่จำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ อย่างการดันเตียงไปติดผนัง ให้เกิดพื้นที่ว่างขนาดใหญ่กลางห้อง การจัดตู้เสื้อผ้าเข้ามุม เป็นกึ่งๆ Walk-in Closet ทำให้ได้ตู้ 2 ฝั่ง เก็บของได้เยอะ หรือแม้แต่โต๊ะปลายเตียง ที่รวมฟังก์ชันโต๊ะทำงาน ชั้นวางทีวี โต๊ะแต่งหน้าเข้าไว้ด้วยกัน 

ทำให้ห้อง 24 ตร.ม. ของที่นี่ จัดพื้นที่ออกมาได้ค่อนข้างลงตัวและใช้งานได้หลากหลายครับ รวมถึงมีชุดครัว, Digital Door lock และสุขภัณฑ์ต่างๆ มาให้ครบ ดังนั้นก็แทบจะลากกระเป๋าเข้ามาอยู่ได้เลย

ในด้านของพื้นที่ส่วนกลาง ถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็ก แค่ 200 กว่ายูนิต ก็เลยจะไม่มีสระว่ายน้ำ แต่โครงการก็มี Facility ต่างๆ อย่างอื่นให้ใช้งานเพียงพอต่อจำนวนลูกบ้านครับ อย่างห้อง Co-Working Area ที่มีหลายโซน ทั้งห้องหลัก, โซน Private, โซนบาร์ และโซนห้อง Workshop

มีห้อง Fitness วิวสวน รวมถึงสวนรอบโครงการทั้งบริเวณชั้น 1, ชั้น 2 และดาดฟ้า ให้สามารถมาใช้พักผ่อนได้ สุดท้ายอีกจุดที่มองว่าเป็นจุดเด่นของโครงการ ก็จะเป็นเรื่อง Branding ครับ ที่นี่อย่างที่ทราบ เป็นโครงการของ “แสนสิริ” อย่างคอนโดกลุ่มล้านกว่าบาทแบบนี้ ในตลาดก็จะมีทั้งคอนโดแบรนด์ Local และเจ้าใหญ่ที่ลงมาเล่น ซึ่งแต่ละเจ้าก็จะมีจุดเด่นที่ต่างกันออกไป

อย่างตัวนี้น่าจะเป็น THE MUVE โครงการที่ 8 ของแสนสิริได้แล้วครับ (และไม่นับว่าแสนสิริก็ทำคอนโดในกลุ่ม dcondo มาอีกหลายสิบตัวมากๆ ด้วยนะ) ซึ่งในแต่ละ THE MUVE เค้าก็จะมีลักษณะที่คล้ายกัน ดังนั้นจนมาถึงปัจจุบัน ก็ค่อนข้างมี Know-how รวมถึง Best practices ในการออกแบบพอสมควร เป็นจุดเด่นของเจ้าที่ทำโครงการมาเยอะ

มีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ของโครงการที่ใส่เข้ามา อย่างห้องน้ำส่วนกลางทำเป็นแบบ Universal พร้อมขนาดที่รถเข็นเข้าใช้งานได้จริง, ห้องฟิตเนสมีพื้นที่ตู้กดน้ำให้บริการ, ห้องส่วนกลางมีโซน Pantry สำหรับตู้ Vending Machine, Sansiri Backyard ที่เป็นสวนพร้อมแปลงผักสวนครัว รวมไปถึง Plan ของตัวห้องที่คิดฟังก์ชันการใช้งานมาแล้ว

และพอเป็นแสนสิริ ที่นี่ก็จะมีงานดีไซน์ทั้งภายนอกและพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นเอกลักษณ์ ดูมีลูกเล่นและให้บรรยากาศที่น่าใช้งานครับ ส่วนตัวมองว่างานดีไซน์ของที่นี่บรรยากาศแตกต่างจากคอนโดเรทล้านกว่าบาททั่วๆ ไปอยู่พอตัวนะ ตรงนี้เป็นจุดนึงที่โครงการทำออกมาได้ดีครับ รวมถึงที่นี่ก็จะได้บริการหลังการขายต่างๆ ในมาตรฐานของแสนสิริ


สำหรับใครที่มองหาคอนโดราคาจับต้องได้ ใน Range ราคาต่ำกว่า 2 ล้าน ทำเลเพชรเกษม-บางหว้า ที่นี่ก็เป็นอีกโครงการที่น่าสนใจ สร้างเสร็จพร้อมอยู่แล้วครับ 

เตรียมเปิดชมตึกจริงครั้งแรก 21-22 กุมภาพันธ์นี้ เริ่ม 1.59 ล้านบาท พร้อมส่วนลดสูงสุด 150,000 บาท** 30 ยูนิตแรกรับเพิ่ม iPad Air+Apple Pencil*

สำหรับใครที่สนใจ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ/ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Related posts
รีวิวเจาะลึก

รีวิวเจาะลึก : "Life เจริญนคร - สาทร" คอนโดวิวแม่น้ำ ใกล้สาทรแค่ข้ามสะพาน

รีวิวเจาะลึก

รีวิวเจาะลึก : "NUE EPIC ASOK RAMA 9" ใหญ่สุดในย่าน เริ่มไม่ถึง 3 ล้าน ส่วนกลางเพียบ!

รีวิวเจาะลึก

รีวิวเจาะลึก : "Centro รามอินทรา 2" บ้านเดี่ยวที่ใกล้ถนนรามอินทราและรถไฟฟ้าสายสีชมพู ในราคาเริ่ม 8 ล้านกลางๆ

รีวิวเจาะลึก

รีวิวเจาะลึก : "Reference สาทร-วงเวียนใหญ่" คอนโดวิวโค้งน้ำเจ้าพระยา ใกล้สาทรแค่ 2 สถานี ในบรรยากาศส่วนกลางที่ไม่เหมือนใคร